เมื่อสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่เม็ดเงินโรงงานแบบเดิม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ประเทศไทยกำลังกลายเป็นเค้กก้อนโตที่ทุนยักษ์ใหญ่ทั่วโลกยอมทุ่มสุดตัวเพื่อแย่งชิงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ดิจิทัลอย่างไม่กะพริบตา
ดิจิทัลซูเปอร์บูม ทุนนอกแห่ปักหมุดเฉียดล้านล้าน
กระแสการลงทุนในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากรายงานสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เผยให้เห็นตัวเลขยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ หรือ FDI ที่พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 965,869 ล้านบาท จากทั้งหมด 427 โครงการ แม้ว่าจำนวนโครงการจะปรับตัวลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ทว่าในแง่ของมูลค่าเม็ดเงินกลับสวนทางอย่างรุนแรงด้วยการพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 273 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับเมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าต่อโครงการสูงลิ่ว
ความร้อนแรงในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เป็นแกนหลักสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง โดยกลุ่มธุรกิจนี้มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 873,323 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 927 และครองสัดส่วนมูลค่าเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมดไปมากกว่าร้อยละ 90 ตัวเลขมหาศาลนี้เป็นสิ่งยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ฐานการผลิตสินค้ารับจ้างผลิตแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมของบีโอไอที่ได้ปรับปรุงประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่จากเดิม 10 อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นเป็น 15 อุตสาหกรรม ยิ่งช่วยสะท้อนภาพการลงทุนที่ชัดเจนและตรงจุดมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นโอกาสในเซกเตอร์ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ส่งผลให้โครงสร้างสถิติขั้นคำขอสุทธิกลายเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจไทยที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพและความจำนงในการลงทุนระยะยาวที่มีความมั่นคงสูง
สิงคโปร์ แชมป์เม็ดเงินหนา ปะทะ จีน เจ้าแห่งจำนวนโครงการ
เมื่อเจาะลึกไปที่ประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ จะพบการคานอำนาจทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ในแง่ของจำนวนโครงการที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุดถึง 155 โครงการ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 36 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด โรงงานและธุรกิจสัญชาติจีนยังคงหลั่งไหลเข้ามาตั้งฐานทัพอย่างต่อเนื่อง ทว่าหากวัดกันที่มูลค่าความหนาของเม็ดเงินลงทุนแล้ว ตำแหน่งแชมป์เบอร์หนึ่งขอยกให้กับ ประเทศสิงคโปร์ ที่ทุบสถิติสร้างตัวเลขยอดเงินลงทุนรวมสูงถึง 837,941 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 87 ของมูลค่า FDI ทั้งหมด
สาเหตุที่เม็ดเงินของสิงคโปร์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นั้น มาจากการเข้ามาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานไอทีขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล โดยโครงการเด่นที่ผ่านการอนุมัติแล้วประกอบไปด้วย โครงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center จำนวน 3 โครงการใหญ่ มูลค่ารวมกันสูงถึง 45,304 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโครงการไฮไลต์สำคัญคือ โครงการระบบ Data Hosting ที่จัดให้มีบริการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการประมวลผลขั้นสูง หรือ Advanced Computing Capabilities ซึ่งมีการนำเข้าและติดตั้งหน่วยประมวลผลกราฟิกประสิทธิภาพสูงอย่าง GPU เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยโครงการนี้โครงการเดียวมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 6,321 ล้านบาท
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า สิงคโปร์ใช้ไทยเป็นหมุดหมายหลักในการขยายอาณาจักรคลาวด์คอมพิวเตอร์ระดับโลก ขณะที่กลุ่มประเทศอื่น ๆ อย่างสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น ก็ตามมาในอันดับรองลงมาด้วยมูลค่าการลงทุนที่น่าจับตา การกระจายตัวของแหล่งทุนเหล่านี้ทำให้นิเวศการลงทุนของไทยมีความหลากหลาย และสร้างแต้มต่อให้ประเทศในการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงจากกลุ่มประเทศผู้นำเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไปพร้อม ๆ กัน
เจาะลึกฐานทัพอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และสมรภูมิอีอีซี
นอกจากสมรภูมิดิจิทัลแล้ว อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นเสาหลักที่ทำหน้าที่ค้ำจุนภาคการผลิตของไทยได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในฝั่งของโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนนั้น เซกเตอร์อิเล็กทรอนิกส์คว้ามูลค่าสูงสุดไปครองที่ 84,562 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของมูลค่าที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด นำโดยเมกะโปรเจกต์การผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง โครงการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์แบบยืดหยุ่น หรือ Flexible Printed Circuit Board และแผ่นวงจรพิมพ์แบบหลายชั้น หรือ Multilayer Printed Circuit Board ซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่รวม 2 โครงการ มูลค่ารวม 39,620 ล้านบาท รวมถึงโครงการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ชนิดความหนาแน่นสูง หรือ High Density Interconnect บิ๊กโปรเจกต์จากทุนจีนอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 12,088 ล้านบาท
ในแง่ของทำเลที่ตั้ง ยุทธศาสตร์ความเจริญยังคงกระจุกตัวอยู่ในสองพื้นที่หลักคือ ภาคตะวันออก และ ภาคกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายอย่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ยังคงเนื้อหอม มีนักลงทุนยื่นขอรับการส่งเสริมเข้ามาถึง 232 โครงการ มูลค่ารวม 138,125 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดชลบุรีและระยองยังคงทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินในนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างหนาแน่น ทว่าในฝั่งภาคกลางก็ไม่น้อยหน้า โดยสามารถกวาดมูลค่าเงินลงทุนจากโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมไปได้สูงถึง 818,228 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่เอื้อต่อการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และการคมนาคมที่สะดวก
อย่างไรก็ตาม นโยบายการกระจายความเจริญสู่พื้นที่เป้าหมาย 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำก็เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีโครงการต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติเข้าไปตั้งฐานการผลิตเพื่อช่วยยกระดับเศรษฐกิจชุมชน อาทิ โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จำนวน 3 โครงการ ยอดเงินลงทุน 44 ล้านบาท ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ร่วมด้วยโครงการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงจำพวกระบบสมฝังตัว หรือ Embedded System อีก 1 โครงการ มูลค่า 73 ล้านบาท ที่ปักหมุดสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชากรในจังหวัดบุรีรัมย์
ผลประโยชน์จับต้องได้ เม็ดเงินไหลเวียนสู่แรงงานไทย
บิ๊กโปรเจกต์และการหลั่งไหลเข้ามาของทุนต่างชาติในไตรมาสแรกนี้ ไม่ได้อยู่เพียงแค่บนหน้ากระดาษสถิติเท่านั้น แต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนและสร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทยอย่างมหาศาล โดยบีโอไอคาดการณ์ว่า โครงการต่างชาติที่ได้รับอนุมัติในรอบนี้ จะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกและนำเม็ดเงินกลับเข้าสู่ประเทศไทยได้สูงถึงปีละประมาณ 493,226 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนหลักร้อยละ 59 จะมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยอดส่งออกทะลุ 289,914 ล้านบาทต่อปี
ผลดีอีกมิติหนึ่งคือ การสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศผ่านห่วงโซ่อุปทาน โดยโครงการลงทุนเหล่านี้มีภาระผูกพันที่จะต้องเลือกใช้วัตถุดิบภายในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ารวมกันสูงถึง 155,148 ล้านบาทต่อปี แน่นอนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงครองแชมป์การอุดหนุนซัพพลายเออร์ไทยเป็นอันดับหนึ่งด้วยมูลค่ากว่า 61,108 ล้านบาทต่อปี ตามมาด้วยอุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ที่จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับโรงงานสัญชาติไทยในห่วงโซ่การผลิตอีกกว่า 43,888 ล้านบาทในแต่ละปี
ท้ายที่สุด สิ่งที่จับต้องได้และส่งผลต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนมากที่สุดคือ “ตลาดการจ้างงาน” โดยการอนุมัติโครงการลงทุนในไตรมาสนี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานสำหรับบุคลากรชาวไทยรายใหม่สูงถึง 36,622 ตำแหน่ง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะเปิดรับแรงงานไทยมากที่สุดถึง 16,193 ตำแหน่ง ตามมาด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อีกประมาณ 4,535 ตำแหน่ง ปรากฏการณ์ FDI ซูเปอร์บูมในต้นปี 2569 นี้ จึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดใบสำคัญที่จะช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ก้าวข้ามผ่านงานอุตสาหกรรมแบบเดิม สู่การเป็นแรงงานฝีมือในโลกยุคดิจิทัลและนวัตกรรมขั้นสูงอย่างเต็มภาคภูมิ
#FDI2026 #BOIThailand #ลงทุนต่างชาติ #อุตสาหกรรมดิจิทัล #DataCenter #เศรษฐกิจไทย #สิงคโปร์ลงทุนไทย #สมรภูมิอีอีซี

