กองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน จัดงาน LEs EXPO – Local Enterprises Exposition 2026 เพื่อเปิดตัวสูตรสำเร็จ “THE 3Ea” ภายใต้แนวคิดพลังงานที่เล็กที่สุดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ มุ่งเดินหน้ายกระดับขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไทยด้วยการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน หรือ Local Enterprises ให้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการหมุนเวียนและกักเก็บเม็ดเงินภายในพื้นที่อย่างยั่งยืน พร้อมตั้งเป้าหมายขยายเครือข่ายธุรกิจชุมชนให้ครอบคลุมกว่า 47,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2570
ความร่วมมือพลิกโฉมเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน
การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความสำเร็จของการดำเนินงานภายใต้กรอบวิจัย Local Enterprises หรือ Area-based Innovation for Local-economy Growth Engine ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชนผ่านกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ที่เน้นการเสริมพลังและเชื่อมประสานผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายมหาวิทยาลัย 51 แห่งทั่วประเทศ พร้อมด้วยนักพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและกลุ่มธุรกิจชุมชนมากกว่าสองหมื่นรายที่มาร่วมขับเคลื่อนโมเดลนี้ร่วมกัน
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจฐานรากมีสัดส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 45 ของ GDP ประเทศ และเป็นแหล่งทำมาหากินของประชาชนหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ กระทรวง อว. จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ บูรณาการกับวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการสร้างโอกาสใหม่ เพื่อยกระดับธุรกิจชุมชนให้เป็น Local Growth Engine for Local Economy Growth หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิด Area-Based Economy หรือเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ก้าวต่อไปของกระทรวง อว. คือการเดินหน้าสร้างและพัฒนา LE Accelerators เพื่อขยายโอกาสให้ธุรกิจชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และแหล่งทุนอย่างครบวงจร โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ครอบคลุม 47,000 ธุรกิจชุมชนภายในปี 2570 ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เกื้อกูล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งความสำคัญของธุรกิจชุมชนคือการทำหน้าที่เป็นกลไกเติมเงินและกักเก็บเม็ดเงินให้อยู่ในพื้นที่ จากข้อมูลวิจัยพบว่ารายจ่ายของธุรกิจชุมชนถึงร้อยละ 71 จะหมุนเวียนอยู่ภายในท้องถิ่นทั้งในรูปแบบการจ้างงานและการซื้อวัตถุดิบพื้นถิ่น
กางสูตรสำเร็จ THE 3Ea ตกผลึกผลงานวิจัย 7 ปี
ทางด้าน รศ.ดร.บัณฑิต อิณนวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises ได้อธิบายถึงกลไกการทำงานของกรอบวิจัยว่าเป็นการทำงานผ่านสองภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ นักวิจัยเศรษฐกิจชุมชนใน 51 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และกลุ่มธุรกิจชุมชนจำนวน 21,759 แห่ง ร่วมกับนักพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอีก 45 คน หรือกลุ่ม LE Heroes ซึ่งดำเนินการผ่านเครื่องมือและกระบวนกรที่พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2562 ประกอบด้วยระบบปฏิบัติการเกื้อกูลซูเปอร์แอปพลิเคชันและซูเปอร์ดาต้าอะนาไลติกส์เพื่อสร้างวินัยการเงินรวมถึงโมเดลคน-ของ-ตลาด ร่วมกับการใช้เครื่องมือเกื้อกูลซูเปอร์บอร์ดเกมส์จำลองธุรกิจ และมีเกื้อกูลซูเปอร์โค้ชเป็นพี่เลี้ยงดูแลตลอดกระบวนการ
จากการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา พบว่ากระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการนี้สามารถสร้างรายได้รวมให้แก่ธุรกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการได้สูงถึง 9,448 ล้านบาทต่อปี ทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างงานในพื้นที่คิดเป็นมูลค่า 3,024 ล้านบาทต่อปี จากจำนวนแรงงานท้องถิ่น 72,516 คน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการใช้วัตถุดิบภายในชุมชนมากกว่า 5 แสนตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าหมุนเวียนกลับคืนสู่ภาคเกษตรกรรมและซัพพลายเชนในท้องถิ่นสูงถึงปีละ 3,402 ล้านบาทเลยทีเดียว
การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าธุรกิจชุมชนคือกลไกสำคัญในการเติมเงินและสร้างฝายชะลอเงินไม่ให้ออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งช่วยกระจายรายได้ให้เกิดความมั่งคั่งอย่างแท้จริง โดยกรอบวิจัยได้นำเสนอแนวคิดและกระบวนการทำงานที่ตกผลึกออกมาเป็นสูตรสำเร็จ THE 3Ea ซึ่งประกอบไปด้วยโครงสร้างหลักสี่ส่วนสำคัญ ได้แก่ 3E คือ Operating Growth Framework, 5L คือ Key Operating Factors, 7C คือ Co-Collaborating Design และสุดท้ายคือ 9E ซึ่งหมายถึง 9 Working Steps ในการก้าวไปสู่ความสำเร็จ
ปลดล็อกธุรกิจดั้งเดิมตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ได้ตอกย้ำถึงเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำว่า เศรษฐกิจฐานรากเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของ บพท. คือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วนเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง หรือ Inclusive Growth ด้วยการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน ผ่านกระบวนการทำงานแบบเสริมพลังและเชื่อมสานประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้นักธุรกิจและผู้ประกอบสัมมาชีพในชุมชนเกิดการพึ่งพาตนเองและได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี
ที่ผ่านมาธุรกิจชุมชนของไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับการทำสัมมาชีพแบบดั้งเดิมหรือ Traditional Community-based Job ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองหรือจำหน่ายในวงจำกัด แม้จะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและวัตถุดิบที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมูลค่าสร้างสรรค์ได้ ดังนั้นโจทย์สำคัญที่ต้องทำคือการพัฒนาและยกระดับความสามารถในการประกอบการของธุรกิจชุมชนภายในพื้นที่ด้วยกรอบคิดที่สร้างสรรค์และทำได้จริง
กรอบคิดดังกล่าวนำมาซึ่ง คน-ของ-ตลาด โมเดล ที่มีบริบทพื้นที่เป็นตัวกำกับในการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการสร้าง คน ให้มีความสามารถพร้อมในการประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนา ของ ให้มีมูลค่าสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และท้ายที่สุดคือการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้ากับ ตลาด เป้าหมาย เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนผ่านกลไกการเติมเงินและยกระดับผลิตภาพในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่อัตราการเติบโตมวลรวมของธุรกิจชุมชนที่เป็นจริงและยั่งยืนในระยะยาว
#บพท #LEX2026 #The3Ea #ธุรกิจปันกัน #ธุรกิจปันกันLE #Localenterprises #LEs #คนของตลาดโมเดล #มูลนิธิสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน

