เมื่อการพิจารณาคดีครั้งสำคัญเริ่มขึ้น ณ ศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ บริษัท Meta ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทจงใจออกแบบแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram เพื่อสร้างพฤติกรรมเสพติดในกลุ่มผู้ใช้งานเยาวชน ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นการรวมตัวยื่นฟ้องโดย 29 รัฐของสหรัฐอเมริกา โดยมีรัฐแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์ เป็นแกนนำหลักในการดำเนินคดี
คดีความที่ยื่นฟ้องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ระบุว่า Meta ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์ของเด็ก (COPPA) ด้วยการเก็บข้อมูลของผู้ใช้อายุต่ำกว่า 13 ปีอย่างผิดกฎหมาย โดยฝ่ายโจทก์ระบุว่าบริษัทรับรู้ถึงการใช้งานของเด็ก แต่ไม่ได้ขอความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนนำข้อมูลส่วนบุคคลไปสร้างรายได้ ซึ่งการใช้งานที่มากเกินไปส่งผลกระทบต่อภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และการเสพติด
ข้อกล่าวหาฟีเจอร์กระตุ้นการเสพติดและการให้การของพยาน
เมแกน โอเนลล์ (Megan O’Neill) รองอัยการสูงสุดแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย แถลงต่อคณะลูกขุนว่า แนวทางของ Meta คือการดึงดูดผู้ใช้งานให้อยู่บนระบบให้นานที่สุดเพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูล แล้วปกปิดความจริงจากสาธารณชน ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวได้ผลอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็ก ผ่านการใช้ฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ระบบการแนะนำเฉพาะบุคคล คอนเทนต์ชั่วคราวอย่าง Stories การแจ้งเตือนแบบพุช การเลื่อนหน้าจอแบบไม่สิ้นสุด และคอนเทนต์วิดีโอสั้น
ขณะเดียวกัน อาร์ทูโร เบจาร์ (Arturo Bejar) อดีตวิศวกรด้านความปลอดภัยของ Meta ซึ่งขึ้นให้การเป็นพยานปากแรก ระบุว่า คติประจำองค์กรอย่างการทำงานให้เร็วและยอมรับความเสียหายยังคงถูกนำมาใช้ พร้อมระบุเพิ่มเติมว่าความปลอดภัยไม่ได้เป็นปัจจัยที่ถูกพิจารณาในตอนที่เริ่มเปิดใช้งานฟีเจอร์ Instagram Reels
ฝ่ายกฎหมาย Meta โต้แย้งผลวิจัยและชี้แจงเจตนารมณ์การพัฒนาบริการ
พอล ชมิดต์ (Paul Schmidt) ทนายความตัวแทนของ Meta โต้แย้งว่า งานวิจัยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการใช้งานโซเชียลมีเดียของวัยรุ่นกับภาวะสุขภาวะที่ลดลง แม้จะยอมรับว่ามีผู้ใช้งานบางส่วนที่ประสบปัญหาจริง ทั้งนี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีเป้าหมายในการพัฒนาบริการให้ดีขึ้นมากกว่าการสร้างความเสี่ยง โดยพนักงานของบริษัทต่างตระหนักดีว่าธุรกิจจะไม่สามารถเติบโตได้หากผู้ใช้ไม่พึงพอใจในบริการ
สำหรับการดำเนินคดีครั้งนี้ Meta คาดการณ์ว่ามูลค่าค่าปรับอาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัท ขณะที่กลุ่มอัยการสูงสุดของรัฐประเมินตัวเลขที่เป็นไปได้จริงไว้ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
#Meta #Facebook #Instagram #คดีโซเชียลมีเดีย #คุ้มครองข้อมูลเด็ก #กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

