ท่ามกลางแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพยุโรป ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมอย่างกลุ่มเทเลนอร์ได้เดินหมากครั้งสำคัญที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โครงข่ายพลเรือน การรุกคืบเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมความมั่นคงกลายเป็นยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตระลอกใหม่ที่น่าจับตา เมื่อบริษัทลูกในเครือคว้าสัญญาประวัติศาสตร์ระยะยาวในการจัดหาระบบสื่อสารทางยุทธวิธีให้กับกองทัพนอร์ดิก ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจโทรคมนาคมเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่พรมแดนด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
ยุทธศาสตร์เทเลนอร์ส่งเคเอ็นแอลกรุยทางสู่ความมั่นคงนอร์ดิก
การเติบโตครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อ เคเอ็นแอล (KNL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มเทเลนอร์ (Telenor) ได้บรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือระยะยาวเป็นเวลาสิบปี (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2025 ถึง 2035) ร่วมกับความร่วมมือด้านกลาโหมนอร์ดิก หรือ นอร์ดเดฟโค (NORDEFCO) ซึ่งครอบคลุมการลงนามร่วมกับสำนักงานบริหารยุทธภัณฑ์ทางทหารแห่งสวีเดน (Swedish Defence Materiel Administration) และกองกำลังป้องกันประเทศฟินแลนด์ สัญญานี้มีเป้าหมายหลักในการส่งมอบเทคโนโลยีระบบสื่อสารวิทยุคลื่นความถี่สูงทางยุทธวิธีระดับก้าวหน้า เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ภายหลังฟินแลนด์และสวีเดนเข้าเป็นสมาชิกของนาโต (NATO) อย่างเต็มรูปแบบ
จุดเปลี่ยนของเทเลนอร์ในการเข้าสู่อุตสาหกรรมทางทหารเริ่มต้นจากการเข้าซื้อกิจการเคเอ็นแอล เน็ตเวิร์กส์ (KNL Networks) เมื่อห้าปีก่อน ซึ่งในอดีตเคยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการใช้งานสองทางทั้งเชิงพาณิชย์และกิจการความมั่นคง แต่ต่อมาได้ปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์สื่อสารสำหรับภารกิจทางทหารโดยเฉพาะ โดย แดน อูชเตอร์โลนี (Dan Ouchterlony) หัวหน้ากลุ่มธุรกิจ Telenor Amp ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ห้าปีที่แล้ว เทเลนอร์ได้เข้าซื้อกิจการ KNL Networks ซึ่งในเวลานั้นกำลังพัฒนาโซลูชันที่ใช้งานได้สองทางสำหรับตลาดพลเรือนและทหาร นับตั้งแต่นั้นมา KNL ได้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงอย่างเดียว และในปัจจุบันได้พัฒนาเทคโนโลยีที่มีเอกลักษณ์และสร้างสรรค์ ซึ่งกลายมาเป็นผู้เปลี่ยนเกมสำคัญสำหรับปฏิบัติการทางทหาร”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์แบบบูรณาการร่วมกันของกลุ่มประเทศนอร์ดิก การสร้างมาตรฐานกลางด้านเทคโนโลยีสื่อสารจะช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างกองกำลังพันธมิตรไร้รอยต่อ โดยสัญญาฉบับนี้ไม่เพียงแต่เปิดประตูสู่การใช้งานในสวีเดนและฟินแลนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมให้ชาติพันธมิตรนอร์ดิกรายอื่นมีโอกาสเข้าร่วมใช้ระบบเดียวกันนี้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการส่งกำลังบำรุง ตลอดจนสร้างเสถียรภาพในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคงในแถบยุโรปเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นวัตกรรมคลื่นความถี่สูงอิสระทางเลือกกู้วิกฤตสงครามอิเล็กทรอนิกส์
หัวใจสำคัญที่ทำให้เคเอ็นแอลได้รับความไว้วางใจจากกองทัพนอร์ดิก คือการพัฒนานวัตกรรมระบบสื่อสารวิทยุคลื่นความถี่สูง (HF Radio Communication Solutions) ที่ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติโดดเด่นในการทำงานโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานภายนอกใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณโทรคมนาคมภาคพื้นดิน เครือข่ายดาวเทียม หรือแม้กระทั่งระบบระบุตำแหน่งพิกัดจีพีเอส (GPS) และ GNSS ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนและเป้าหมายหลักในการโจมตีหรือปิดกั้นสัญญาณในการสู้รบสมัยใหม่
คุณสมบัติพิเศษของโซลูชันวิทยุสื่อสารนี้คือความกะทัดรัด สามารถพกพาหรือติดตั้งเพื่อใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและมีความต้องการสูงสุด โดยเฉพาะความสามารถในการต้านทานการรบกวนสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ (Anti-Jamming) ซึ่งระบบวิทยุคลื่นความถี่สูงแบบปรับตัวเชิงปัญญาประดิษฐ์หรือระบบคลื่นความถี่แบบ Wideband HF นี้สามารถค้นหาช่องสัญญาณที่เสถียรที่สุดในการส่งข้อมูลและเสียงได้เองโดยอัตโนมัติ ทำให้ทหารในแนวหน้ายังคงรักษาการติดต่อสื่อสารกับศูนย์บัญชาการได้อย่างต่อเนื่อง แม้กำลังตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ถูกศัตรูทำลายเครือข่ายสัญญาณอย่างหนัก
ด้านมุมมองความเชื่อมั่นต่อระบบเทคโนโลยีนั้น โทนี ลินเดน (Toni Lindén) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ KNL ได้ระบุถึงขีดความสามารถของระบบนี้ว่า “พวกเราภาคภูมิใจที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก และข้อตกลงนี้คือเครื่องพิสูจน์การยอมรับในเรื่องดังกล่าว ระบบการสื่อสารของ KNL ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำงานได้แม้ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด รวมถึงในยามที่โครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิมล่มสลาย หรือเมื่อข้าศึกพยายามก่อกวนสัญญาณการสื่อสารอย่างหนักหน่วง” คำยืนยันนี้สะท้อนว่าระบบของ KNL เป็นเกราะกำบังทางยุทธวิธีที่จำเป็นต่อการรบในยุคสงครามไฮบริดอย่างแท้จริง
โอกาสขุมทรัพย์แสนล้านโครนขยายตลาดส่งออกสู่พันธมิตรนาโต
นอกจากความสำเร็จในระดับภูมิภาคนอร์ดิกแล้ว เทเลนอร์ได้ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดวิทยุยุทธวิธีคลื่นความถี่สูงระดับโลก (Global Tactical HF Radio Market) ว่ามีศักยภาพและมูลค่าทางตลาดสูงถึง 100,000 ล้านโครนนอร์เวย์ (NOK) เม็ดเงินมหาศาลดังกล่าวมาจากการที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้กองทัพในหลายประเทศจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารให้มีความปลอดภัยสูงสุดและไม่พึ่งพาระบบดาวเทียมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ความสำเร็จในการลงนามสัญญาครั้งนี้จึงเป็นเพียงก้าวแรกในการเปิดตลาดส่งออกเทคโนโลยีกลาโหมของกลุ่มเทเลนอร์ โดยเคเอ็นแอลได้เริ่มกระบวนการเจรจาเชิงลึกและสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกองทัพของกลุ่มประเทศสมาชิกนาโตหลายประเทศแล้ว ซึ่ง โทนี ลินเดน ผู้บริหารเคเอ็นแอล ได้ให้ทัศนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรไว้ว่า “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เทคโนโลยีของเราตอบโจทย์ความต้องการขั้นวิกฤตในสถานการณ์ความมั่นคงปัจจุบัน และความสนใจที่เราได้รับจากหลายประเทศสมาชิกนาโตยืนยันว่าเราได้พัฒนาสิ่งที่ทรงคุณค่าและมีเอกลักษณ์อย่างแท้จริง โดยข้อตกลงนี้จะเป็นรากฐานให้เราเร่งการพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดความมั่นคงระดับนานาชาติ”
ในมุมมองของผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างเทเลนอร์ การผนวกความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายโทรคมนาคมระดับโลกเข้ากับนวัตกรรมเฉพาะทางของเคเอ็นแอล จะช่วยสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มั่นคงและสร้างรายได้ระยะยาว โดย แดน อูชเตอร์โลนี แห่ง Telenor Amp ได้ตอกย้ำทิศทางดังกล่าวอย่างมั่นใจว่า “เราเห็นศักยภาพการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในตลาดนี้ และด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีประกอบกับทรัพยากรสนับสนุนจากกลุ่มเทเลนอร์ เราคาดหวังว่า KNL จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับแนวหน้าและโดดเด่นในอุตสาหกรรมนี้ในอีกหลายปีข้างหน้า” การก้าวกระโดดจากธุรกิจผู้ให้บริการสื่อสารเชิงพาณิชย์สู่ผู้จัดหาเทคโนโลยีความมั่นคงจึงถือเป็นกลยุทธ์การปรับโครงสร้างรายได้ที่แม่นยำและทันต่อบริบทโลก
#Telenor #KNL #NORDEFCO #NATO #HFRadio #DefenseTech #MilitaryCommunications #ความมั่นคง #เทคโนโลยีการสื่อสาร #เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

