ไทยเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจข้ามทวีปครั้งสำคัญ ผ่านการผนึกกำลังพันธมิตรระดับแนวหน้าเพื่อเชื่อมต่อโอกาสการค้าและการลงทุนสองทาง การจับมือกับนิวซีแลนด์ในวาระครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคต โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อสร้างแต้มต่อการแข่งขันในระดับสากล
หมุดหมายยุทธศาสตร์ฉลองเจ็ดสิบปีการทูตสองชาติ
การขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศนิวซีแลนด์ก้าวเข้าสู่มิติใหม่อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อคณะผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนไทยได้เปิดเวทีเจรจาการค้าการลงทุนครั้งสำคัญ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานร่วมกับ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหารหน่วยงาน Invest New Zealand จัดงาน Business Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ งานดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรม Business Networking ที่รวบรวมผู้นำภาคเอกชนและผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศกว่า 40 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและวางกรอบพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ร่วมกัน
การพบปะทางธุรกิจครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 70 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายในการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” อย่างรอบด้าน การประชุมมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง ผ่านการขยายโอกาสทางการค้าและการส่งเสริมการลงทุนในเชิงลึก โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ภายในปี 2588 หรือ ค.ศ. 2045 ซึ่งจะเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินและองค์ความรู้
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุอย่างชัดเจนว่า “ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนและนำทัพนักลงทุนไทยเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ไม่ได้วัดที่ตัวเลขการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และการหาจุดแข็งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือและพัฒนาร่วมกันได้ นิวซีแลนด์มีบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ตั้งแต่เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ จนถึงการท่องเที่ยว บีโอไอมองเห็นโอกาสที่จะจับคู่จุดแข็งเหล่านี้กับศักยภาพของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะยาว” นับเป็นวิสัยทัศน์ที่เน้นการเติบโตแบบยั่งยืนร่วมกัน
ต่อยอดสามกรอบการค้าเสรีสู่การลงทุนสองทิศทาง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งมายาวนานผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ถึง 3 ฉบับหลัก ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP), ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่ากรอบข้อตกลงเหล่านี้พร้อมที่จะถูกนำมาต่อยอดให้เกิดการค้าและการลงทุนจริงที่จับต้องได้ในทั้งสองทิศทาง ทั้งการดึงดูดนักลงทุนที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงจากนิวซีแลนด์เข้าสู่ไทย และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีขีดความสามารถออกไปขยายกิจการในนิวซีแลนด์

การผสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจถูกแบ่งออกเป็น 3 สาขาหลักที่ต่างฝ่ายต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สาขาแรกคือด้านอาหารและชีวภาพ ซึ่งเน้นการนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมอาหารของนิวซีแลนด์มาบูรณาการเข้ากับฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งของไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแปรรูปและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย สาขาที่สองคือด้านพลังงาน โดยเปิดกว้างความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ตลอดจนเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการพลังงานหมุนเวียนของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาขาที่สามคือด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง มุ่งเน้นการเชื่อมโยงบริษัทนวัตกรรมและสตาร์ทอัพเทคโนโลยีจากนิวซีแลนด์เข้ากับห่วงโซ่การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย ความร่วมมือเชิงลึกนี้จะช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับผลิตภาพ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตของไทยไปสู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ การวางกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองประเทศไม่ได้มองเพียงแค่การซื้อมาขายไปของสินค้าโภคภัณฑ์ แต่กำลังร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับโลก
มาตรการไทยแลนด์ฟาสต์พาสชูประตูสู่อาเซียน
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมให้กับกลุ่มทุนและนักลงทุน นายเอกนิติได้เน้นย้ำถึงทิศทางของรัฐบาลไทยที่กำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเสนอนโยบายและมาตรการส่งเสริมใหม่อย่าง Thailand FastPass ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวก ร่นระยะเวลา และช่วยให้โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสามารถเริ่มต้นและเดินหน้าได้อย่างคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ภาครัฐยังเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โครงข่ายพลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะแรงงานแห่งอนาคตให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมกันนี้ยังได้เชิญชวนให้นักลงทุนชาวนิวซีแลนด์มองประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนที่มีความพร้อมรอบด้าน โดยไทยสามารถทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและการบริการที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมตลาดผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรรวมกันเกือบ 700 ล้านคน
การเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้มีคณะผู้บริหารระดับสูงจาก 9 กลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ครอบคลุมหลากหลายภาคธุรกิจ อาทิ บมจ. บี.กริม เพาเวอร์, บมจ. บ้านปู, กลุ่มเซ็นทรัล, บมจ. เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, บมจ. ปตท., บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCG), บมจ. ศุภาลัย และ บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ ขณะที่ฝ่ายนิวซีแลนด์นำโดย Mr. Robert Wall ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Invest New Zealand ร่วมด้วยผู้แทนจาก New Zealand Trade and Enterprise (NZTE), กระทรวงการต่างประเทศและการค้า (MFAT), กระทรวงอุตสาหกรรมปฐมภูมิ (MPI) และสำนักนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (DPMC) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
#เศรษฐกิจไทย #การลงทุน #บีโอไอ #ไทยนิวซีแลนด์ #ThailandFastPass #พลังงานสะอาด #ความร่วมมือทางธุรกิจ #การค้าต่างประเทศ

