เมื่อมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีพุ่งสูงแตะหลักพันล้านบาทต่อปี การสร้างเกราะป้องกันบนโลกออนไลน์จึงไม่ใช่เพียงมาตรการเสริม แต่คือวาระสำคัญระดับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ต้องอาศัยการบูรณาการเชิงรุก การขยับตัวล่าสุดของแพลตฟอร์มระดับโลกและหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐจึงเป็นหมุดหมายที่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ยกระดับความร่วมมือเชิงรุก ผนึกกำลัง 13 ภาคีเครือข่ายสู้ภัยออนไลน์
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันได้พัฒนาความซับซ้อนไปไกลเกินกว่าที่ผู้บริโภครายบุคคลจะรับมือได้โดยลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลงทุน บัญชีม้า หรือการนำปัญญาประดิษฐ์มาสร้างภาพปลอมเพื่อการฉ้อโกง การรวมตัวของภาคีเครือข่ายครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างแนวร่วมที่แข็งแกร่งในการตัดวงจรกลลวงทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ TikTok แพลตฟอร์มแห่งการค้นพบระดับโลก จึงได้ประกาศสานต่อโครงการ #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 หรือ ThaisAware Season 3 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “คนไทยรู้ทัน ระวังไว้ก่อนภัยจะไวกว่า”
การขับเคลื่อนในซีซันนี้มีความโดดเด่นด้วยการดึงสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาเป็นพันธมิตรรายใหม่ เพื่อร่วมตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและคุ้มครองผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พร้อมทั้งยังคงเดินหน้าร่วมมือกับ 12 หน่วยงานหลักเดิม ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), โครงการโคแฟค (Cofact), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (OCPB), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB), สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC), ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA), สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CCIB) รวมเป็นพลังขับเคลื่อน 13 หน่วยงาน
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุถึงทิศทางการแก้ปัญหาครั้งนี้ว่า “กระทรวงดิจิทัลฯ มีความยินดีที่ได้ผนึกกำลังร่วมกับ TikTok และภาคีเครือข่ายทั้ง 13 หน่วยงาน สานต่อโครงการ #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 เพื่อมุ่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เชิงรุก โดยโครงการในปีนี้ยังมุ่งเน้นประเด็นภัยหลอกลวงออนไลน์อย่างครอบคลุม อาทิ การหลอกลงทุน การเปิดบัญชีม้า หรือการ generate ภาพ AI ปลอมเพื่อการหลอกลวง ที่สร้างความเสียหายหลายพันล้านบาทต่อปีและส่งผลกระทบต่อประชาชน จากการที่ได้เข้าร่วมเวทีระดับโลกอย่าง Global Partnership against Online Scams ยิ่งตอกย้ำว่าการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์ม คือวาระสำคัญในการรับมือภัยไซเบอร์อย่างจริงจัง กระทรวงดิจิทัลฯ ยึดมั่นว่าการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ประชาชน ‘รู้เท่าทัน’ และปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้ คือหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ผมขอขอบคุณ TikTok และพันธมิตรทุกหน่วยงานที่ร่วมมืออย่างแข็งขันร่วมกันตลอด 3 ปี ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ทำให้ยอด scammer ลดลงมากกว่า 50%”
กางสถิติความสำเร็จ ต่อยอดกลยุทธ์ 3 แกนหลักป้องปรามกลลวง
ผลลัพธ์จากการดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการตระหนักรู้ โดยยอดการรับชมวิดีโอเตือนภัยพุ่งสูงจาก 3,400 ล้านครั้งในซีซันแรก มาสู่ระดับ 17,000 ล้านครั้งในซีซันที่สอง ตัวเลขการรับรู้ที่มหาศาลนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์เชิงบวกในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งหน่วยงานพันธมิตรยืนยันว่าสถิติจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการได้รับข้อมูลแจ้งเตือนภัยผ่านแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง
เพื่อต่อยอดประสิทธิผลดังกล่าว ในซีซันที่ 3 นี้ โครงการได้ยกระดับการทำงานผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี AI/Deepfake, การยกระดับระบบนิเวศพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce Ecosystem บน TikTok Shop และการป้องกันกลลวงทางการเงินและการลงทุน การดำเนินงานทั้งหมดจะเน้นการส่งมอบคอนเทนต์เชิงรุกที่ให้แนวทางแก้ไขปัญหาและกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักการปกป้องสิทธิของตนเอง

นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy and Government Relations for Southeast Asia, TikTok ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการขยายผลของโครงการไว้ว่า “TikTok เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สานต่อความสำเร็จจากซีซัน 2 ที่ยอดการรับรู้ภัยออนไลน์สูงถึง 17,000 ล้านวิว โดยปีนี้ชูแนวคิด ’13 Heroes’ ดึงความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาร่วมผลิตสื่อเตือนภัยเจาะลึกคุณภาพสูง ตั้งเป้าส่งต่อองค์ความรู้ให้เข้าถึงผู้ใช้งานชาวไทยกว่า 50 ล้านคน พร้อมผนึกกำลังครีเอเตอร์ในการประชาสัมพันธ์ และเปิดตัวฟิลเตอร์ Gamification นวัตกรรมที่เปลี่ยนการตระหนักรู้ให้เป็นพฤติกรรมความปลอดภัยออนไลน์ที่สนุก เข้าใจง่าย และนำไปปฏิบัติจริงได้ทันที”
กางโครงสร้าง เกราะคุ้มกันดิจิทัล 3 ชั้น ปิดประตูมิจฉาชีพ
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานในปีนี้คือการวางโครงสร้างเชิงบูรณาการผ่านแนวทาง “เกราะคุ้มกันดิจิทัล 3 ชั้น” เพื่อให้ครอบคลุมจุดเสี่ยงที่ประชาชนต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นจากเกราะชั้นที่ 1: คิดให้ดีก่อนเชื่อ ซึ่งมุ่งเน้นการรู้ทันกลโกงรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัลยุค AI การสกัดกั้นภัยคุกคามเกิดใหม่จาก Deepfake และการเชื่อมโยงระบบตัดวงจรหลอกลวงอย่างทันท่วงที โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ตำรวจสอบสวนกลาง, สกมช. และศูนย์ AOC 1441 ร่วมเป็นหัวหอกหลัก
เกราะชั้นที่ 2: เช็กให้ชัวร์ก่อนโอน ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการช้อปออนไลน์อย่างฉลาดและปลอดภัย ให้คำแนะนำแก่ผู้บริโภคในการประเมินข้อเสนอขายบนโซเชียลมีเดีย ตรวจสอบตัวตนผู้ขาย มาตรฐานความปลอดภัย และการรับรองสินค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้าปลอมและสินค้าผิดกฎหมาย โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สมอ., ETDA, อย., สคบ., บช.สอท. และสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อสร้างความโปร่งใสในตลาดออนไลน์
เกราะชั้นที่ 3: รู้ทันภัยก่อนตกเป็นเหยื่อ เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในโลกดิจิทัล ตีแผ่กลไกขบวนการหลอกลงทุนที่ซับซ้อนและรูปแบบการหลอกโอนเงิน กลไกนี้ขับเคลื่อนโดยธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงาน ก.ล.ต., กรมสอบสวนคดีพิเศษ และโครงการโคแฟค เพื่อปกป้องทรัพย์สินของประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
นวัตกรรมอินเทอร์แอคทีฟ Safe or Scam พร้อมมาตรการเซฟการ์ดเยาวชน
นอกเหนือจากการถ่ายทอดเนื้อหาเชิงวิชาการ แคมเปญนี้ยังปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้ใช้งานทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ โดย TikTok ได้ดึงพลังของกลุ่มครีเอเตอร์ชั้นนำมาร่วมสร้างสรรค์วิดีโอเตือนภัย พร้อมเปิดตัวกิจกรรมและฟิลเตอร์อินเทอร์แอคทีฟ “Safe or Scam” บนแอปพลิเคชัน เพื่อท้าทายให้ผู้ใช้งานทั่วประเทศได้ร่วมทดสอบสัญชาตญาณความปลอดภัยและฝึกจับสังเกตกลโกงผ่านแฮชแท็ก #คนไทยรู้ทัน
ในมิติเชิงระบบ แพลตฟอร์มยังได้วางมาตรการคุ้มครองกลุ่มเยาวชนเป็นกรณีพิเศษผ่านการพัฒนาระบบความปลอดภัยหลังบ้าน มีการกำหนดค่าความเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติ และติดตั้งฟีเจอร์จำกัดเวลาหน้าจอสำหรับผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสม
การผสานกันระหว่างการพัฒนานโยบายของภาครัฐ เทคโนโลยีความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว
#คนไทยรู้ทัน, #ThaisAware, #TikTokThailand, #DigitalSafety, #OnlineSafety, #ระวังไว้ก่อนภัยจะไวกว่า

