ครม. ไฟเขียวกฎหมายเชือดโกงสอบข้าราชการ คุมเข้มอาหารกลางวัน

ครม. ไฟเขียวกฎหมายเชือดโกงสอบข้าราชการ คุมเข้มอาหารกลางวัน
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 13 นาที

รัฐบาลยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐครั้งใหญ่ สั่งยกร่างกฎหมายเอาผิดทางอาญาขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ ฟันโทษหนักสองเท่าและตัดสิทธิรับราชการตลอดชีวิต พร้อมจัดระเบียบโครงการอาหารกลางวันทั่วประเทศ ดึงเทคโนโลยีดิจิทัลคุมเข้มความโปร่งใส ปิดช่องโหว่การรั่วไหลงบประมาณแผ่นดิน

ปิดฉากขบวนการซื้อขายตำแหน่งดันกฎหมายอาญาคุมสอบรัฐ

มติคณะรัฐมนตรีล่าสุดเห็นชอบมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในระบบคัดเลือกบุคลากร การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการตรวจพบขบวนการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งพบพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์และการแก้ไขกระดาษคำตอบอย่างเป็นระบบ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ แต่ยังปิดกั้นโอกาสของผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่งยกร่างกฎหมายเฉพาะร่วมกับสำนักงาน ก.พ. เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายที่ในอดีตยังไม่เคยมีบทบัญญัติกำหนดความผิดทางอาญาโดยตรงสำหรับการทุจริตสอบเข้ารับราชการ

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐมีสถานะเป็นความผิดคดีอาญาอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมอบอำนาจหน้าที่ให้หน่วยงานตรวจสอบหลักของประเทศเข้ามาประสานพลังร่วมกัน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ทันทีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกิดการกระทำความผิดขึ้น กฎหมายฉบับนี้จะเปิดทางให้ผู้บริหารหน่วยงานจัดสอบต้องสั่งยุติการสอบไว้ชั่วคราวเพื่อรอผลการสอบสวนในทันที

สำหรับมาตรการลงโทษและตัดวงจรทุจริต ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดมาตรการเชิงป้องปรามขั้นสูงสุด โดยผู้กระทำความผิดจะถูกบันทึกประวัติว่าเป็นผู้เคยกระทำทุจริตในการสอบเข้ารับราชการและจะถูกตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือทำงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่งตลอดชีวิต และหากผู้กระทำความผิด ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องถูกลงโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกจากราชการทันที พร้อมทั้งต้องรับโทษทางอาญาหนักขึ้นอีกหนึ่งเท่า ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการขจัดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตออกจากระบบอย่างสิ้นเชิง เพื่อฟื้นฟูระบบคุณธรรมให้แก่การบริหารงานบุคคลภาครัฐไทย

เสริมธรรมาภิบาลยกระดับดัชนีคอร์รัปชันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การปฏิรูปกระบวนการสรรหาบุคลากรภาครัฐด้วยการออกกฎหมายเอาผิดทางอาญา เป็นหมุดหมายสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของภาคเอกชน การมีกระบวนการคัดเลือกบุคลากรที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจะช่วยให้หน่วยงานรัฐได้บุคลากรที่มีศักยภาพ ความซื่อสัตย์ และความเชี่ยวชาญเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ การบริการประชาชนและการบริหารงบประมาณแผ่นดินจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดต้นทุนแฝงจากการคอร์รัปชันในระบบราชการที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ได้วางกรอบแนวทางตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมเสนอมาตรการที่จำเป็นเพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างกฎหมายเฉพาะฉบับนี้ เพื่อสร้างมาตรฐานการสรรหาบุคลากรที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการตัดวงจรการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้สมัครสอบทุกคน

นอกจากนี้ การยกระดับกฎหมายปราบปรามการทุจริตการสอบบรรจุยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของประเทศไทย การที่นานาชาติและนักลงทุนต่างชาติมองเห็นความโปร่งใสในระบบราชการไทย จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลก ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาวที่ประเมินค่ามิได้

ปฏิรูปอาหารกลางวันสกัดงบรั่วไหลด้วยดิจิทัลและชุมชน

ควบคู่ไปกับการกวาดล้างการทุจริตในการสอบ คณะรัฐมนตรียังได้รับทราบรายงานผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาความเสี่ยงต่อการทุจริตในโครงการอาหารกลางวันนักเรียน ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดำเนินการจัดทำคู่มือการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนฉบับปรับปรุง เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างให้ชัดเจนและถูกต้องตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเข้มงวด

การจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันได้รับการจัดระเบียบให้อยู่ภายใต้ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ กรณีโรงเรียนจัดซื้อวัตถุดิบและให้ครูประกอบอาหาร กรณีโรงเรียนจัดซื้อวัตถุดิบและจ้างบุคคลภายนอกมาประกอบอาหาร และกรณีการจ้างเหมาประกอบอาหารปรุงสำเร็จ ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดได้วางกฎเกณฑ์ที่รัดกุมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำเอกสาร การตรวจรับ ไปจนถึงการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่าบำรุงสถานที่ เพื่อไม่ให้สถานศึกษาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายแทนผู้รับจ้างเหมาปรุงอาหาร ช่วยให้การจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวตกถึงจานอาหารของเด็กนักเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในด้านการตรวจสอบความโปร่งใส สพฐ. ได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือหลัก โดยสั่งการให้สถานศึกษาทั่วประเทศรายงานภาพถ่ายสำรับอาหารกลางวันจริงผ่านระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ (Thai School Lunch) เพื่อให้ส่วนกลางและสาธารณชนสามารถติดตามคุณภาพและสารอาหารได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ และเปิดสายด่วนการศึกษา 1579 รองรับการแจ้งเบาะแสการทุจริตตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างระบบนิเวศการบริหารงบประมาณการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์สุขอนามัยของเยาวชนอย่างยั่งยืน

#มาตรการป้องกันทุจริต, #สอบบรรจุข้าราชการ, #อาหารกลางวันนักเรียน, #ปปช, #ธรรมาภิบาลภาครัฐ, #เศรษฐกิจไทย

Related Posts