รัฐบาลขยับมาตรการแก้จุดบกพร่องระบบคัดกรองครั้งใหญ่ สั่งรื้อเกณฑ์สวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ขยายเพดานหุ้นกู้และหลักทรัพย์ ปลดพันธนาการหนี้ซ้ำซ้อน ดึงผู้มีรายได้น้อยกว่า 5 ล้านคนกลับเข้าสู่ระบบความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม
จุดเปลี่ยนมติครม.ล้างบางจุดบกพร่องระบบคัดกรอง
การประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดได้มีมติรับทราบและเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ในการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคัดกรองคุณสมบัติที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากตกหล่นจากสิทธิความช่วยเหลือ โดยการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการสานต่อมติเดิมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ภายใต้อำนาจแห่งพระราชบัญญัติการจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พ.ศ. 2562 ซึ่งมุ่งหวังลดความเหลื่อมล้ำและสะท้อนสภาพชีวิตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
จุดเริ่มต้นของการปรับปรุงเกณฑ์มาจากผลกระทบหลังการอนุมัติโครงการรอบเดิมเมื่อเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2569 ซึ่งพบว่าระบบการตรวจสอบคุณสมบัติคัดกรองผู้ลงทะเบียนออกเป็นจำนวนมหาศาล นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้คณะกรรมการฯ เร่งทบทวนระเบียบทั้งหมดโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนที่มีฐานะยากจนหรือเดือดร้อนจริงต้องถูกตัดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดแนวทางเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผู้ลงทะเบียนโดยตรง เพื่อลดภาระการยื่นอุทธรณ์ในภายหลัง
การขับเคลื่อนเชิงนโยบายครั้งนี้ครอบคลุมการขยายระยะเวลาการรับสิทธิของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2565 เดิม ให้ได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 จากเดิมที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทุกราย ทั้งผู้ผ่านเกณฑ์เดิมและผู้ผ่านเกณฑ์รอบทบทวนใหม่ สามารถเริ่มรูดรับวงเงินสวัสดิการพร้อมกันได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปอย่างราบรื่น
ผ่าตัวเลขผู้ยืนยันสิทธิและรอยรั่วทางเทคนิค
ภาพรวมการเปิดให้ประชาชนยืนยันการลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ในช่วงวันที่ 4 ถึง 21 มิถุนายน 2569 มียอดรวมผู้เข้าสู่ระบบสูงถึง 18,820,784 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรรายเดิมจำนวน 13,173,973 คน ซึ่งได้กดยืนยันการลงทะเบียนจำนวน 12,700,491 คน และมียอดไม่ยืนยัน 473,482 คน ขณะที่กลุ่มผู้ไม่มีบัตรเดิมซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางหรือตกหล่นตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกระทรวงมหาดไทยและระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีจำนวน 1,047,520 คน โดยยืนยันสำเร็จ 741,659 คน และไม่ยืนยัน 305,861 คน
นอกจากนี้ กลุ่มที่สามซึ่งเป็นผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการเดิมแต่ได้รับการสำรวจเพิ่มเติมโดยกระทรวงมหาดไทย มีจำนวนสูงถึง 5,378,393 คน โดยมียอดผู้ยืนยันสิทธิจำนวน 5,378,634 คน และไม่ยืนยันเพียง 4,759 คน อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ได้เผยตัวเลขผลการคัดกรองที่น่าตกใจ โดยพบว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติ 9,506,531 คน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านการคัดกรองสูงถึง 9,314,253 คน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด
ความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคยังกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่ทำให้ประชาชนตกหล่นอย่างไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรเดิมที่ระบบลงทะเบียนไม่สำเร็จตามช่องทางที่กำหนด รวมถึงผู้ที่ถูกระงับสิทธิจากความผิดพลาดของระบบแจ้งสถานะการเสียชีวิตทางทะเบียนราษฎรเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดจนกลุ่มที่สามซึ่งมีหลักฐานการยื่นเอกสารชัดเจนแต่นำส่งข้อมูลไม่สมบูรณ์ คณะกรรมการฯ จึงมีมติเห็นชอบให้นำรายชื่อผู้ตกหล่นทางเทคนิคเหล่านี้กลับเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติใหม่อีกครั้งเพื่อความเป็นธรรม
คลายล็อกสินทรัพย์และตราสารหนี้หนุนวินัยออมเงิน
คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ 6 แห่งในการปรับรื้อเงื่อนไขที่ตึงตัวเกินไป โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ได้ร่วมกันพิจารณาข้อยกเว้นด้านตราสารทางการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ชัดว่า มูลค่าตราสารหนี้ไม่เกิน 5,000 บาท ถือเป็นมูลค่าระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับเกณฑ์เส้นความยากจนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่กำหนดรายได้ไว้ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จึงไม่ควรนำมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์ผู้มีรายได้น้อย
ทางด้าน TSD ได้ระบุเสริมในทิศทางเดียวกันว่า การถือครองหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชีมูลค่าไม่เกิน 5,000 บาท สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนได้อย่างเหมาะสม และถือเป็นการส่งเสริมวินัยการออมในระยะยาวมากกว่าการสะสมความมั่งคั่ง เนื่องจากปัจจุบันการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทำได้สะดวกและใช้เงินทุนเริ่มต้นต่ำ มติคณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ปรับเกณฑ์ใหม่โดยไม่นับรวมผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์รวมกันทุกบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท รวมถึงผู้ถือครองตราสารหนี้มูลค่ารวมไม่เกิน 5,000 บาท
การผ่อนปรนดังกล่าวยังขยายไปถึงกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งได้รับความร่วมมือในการตรวจทานข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รวมถึงเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชนสามารถได้รับสิทธิ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐ
จัดระเบียบเกณฑ์ยานพาหนะตามอายุการใช้งานจริง
นอกเหนือจากสินทรัพย์ทางการเงิน เกณฑ์การถือครองยานพาหนะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างมากในการคัดกรองรอบเดิม เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากจำเป็นต้องมีรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์เก่าเพื่อใช้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีพ กรมการขนส่งทางบกจึงได้เข้ามาจัดระเบียบเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยออกประกาศเรื่อง กำหนดชนิด แบบ รุ่น รถมูลค่าสูง รถสะสม เพื่อใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลงวันที่ 4 กันยายน 2569
มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงกำหนดข้อยกเว้นการถือครองกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ โดยไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่จะเป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก การปรับเกณฑ์นี้ช่วยปลดล็อกกลุ่มผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องพึ่งพายานพาหนะสภาพเก่าที่ไม่สะท้อนถึงความมั่งคั่งทางการเงิน
ในทำนองเดียวกัน เกณฑ์สำหรับรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ได้รับการปรับเงื่อนไขโดยไม่นับรวมคันที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี นับแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก ยกเว้นกลุ่มที่เป็นรถมูลค่าสูงหรือรถสะสมเช่นเดียวกัน ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานที่มีเครื่องมือทำกินรุ่นเก่าไม่ถูกตัดสิทธิจากการคัดกรองอีกต่อไป
รื้อเกณฑ์หนี้สินล้างภาระซ้ำซ้อนดึงข้อมูลสะท้อนจริง
ปัญหาเกณฑ์หนี้สินถือเป็นข้อติดขัดสำคัญที่ทำให้ประชาชนหลุดออกจากระบบสวัสดิการ รัฐบาลจึงเปิดโต๊ะเจรจาร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ธอท. และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เพื่อหาข้อยุติในประเด็นข้อมูลหนี้สินที่ทับซ้อน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการปรับปรุงข้อมูลสินเชื่อเกษตรกรของ ธ.ก.ส. ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และถูกบันทึกเป็นสินเชื่อประเภทอื่น ซึ่งที่ประชุมกำหนดให้ ธ.ก.ส. แยกแยะและจัดส่งเฉพาะยอดหนี้ที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรให้กระทรวงการคลังนำไปประมวลผลโดยตรง ขณะที่สินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนซื่อสัตย์ของ ธอท. ซึ่งเป็นการปล่อยกู้แก่มัสยิดโดยมีผู้นำศาสนาเป็นตัวแทนลงนาม ก็มีมติชัดเจนว่าไม่ให้นำมาคิดเป็นภาระหนี้ส่วนบุคคลเพื่อตัดสิทธิผู้แทนมัสยิด
นอกจากนี้ การหารือกับ บสย. และ NCB ได้ข้อยุติเรื่องการค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งเดิมถูกนับรวมเป็นหนี้ของผู้ลงทะเบียนจนเกิดปัญหานับมูลค่าหนี้ซ้ำซ้อนกับสถาบันการเงินผู้ให้กู้ มติใหม่ระบุชัดว่าไม่ให้นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้ค้างจริงมาคำนวณเป็นภาระหนี้ของผู้ลงทะเบียน การปรับรื้อระบบข้อมูลร่วมกันครั้งนี้จึงช่วยคืนสิทธิให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนได้อย่างตรงจุด
บูรณาการฐานข้อมูลรัฐยกระดับคุณภาพชีวิตรอบด้าน
ข้อมูลจากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 สะท้อนให้เห็นภาพรวมสภาพชีวิตและความเปราะบางของประชาชนในหลากหลายมิติ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ จึงเสนอให้ใช้ฐานข้อมูลดังกล่าวเพื่อการบูรณาการความช่วยเหลือข้ามกระทรวง ทั้งกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านการคัดกรอง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย จะรับหน้าที่ดูแลสวัสดิการเชิงลึกแก่กลุ่มเปราะบางตามบริบทของแต่ละบุคคล
ในมิติทางเศรษฐกิจและการเงิน ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะเข้ามารับช่วงต่อในการออกแบบมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน พร้อมจัดสรรผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ จะร่วมกันยกระดับทักษะแรงงานและการฝึกอบรมความรู้เพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดงานอย่างมีประสิทธิภาพ
หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติทุกแห่งยังได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบกรณีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไปสวมสิทธิ์หรือทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอม และต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการยกระดับฐานข้อมูลภาครัฐให้เป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีความแม่นยำสูงในอนาคต
ขั้นตอนทบทวนสิทธิและกรอบงบประมาณปี2570
สำหรับไทม์ไลน์การดำเนินงานโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ปัจจุบันได้สิ้นสุดการยื่นขอทบทวนสิทธิเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิจำนวน 5,011,678 คน และกลุ่มที่ไม่ขอทบทวนสิทธิจำนวน 4,302,575 คน ซึ่งผู้ขอทบทวนสิทธิได้เข้าแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลด้วยเกณฑ์ใหม่ก่อนประกาศผลรอบทบทวนสิทธิอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กันยายน 2569
ผู้ที่ผ่านการคัดกรองรอบใหม่จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-KYC เพื่อเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยสามารถยืนยันตัวตนได้ที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ธอท. ได้จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ที่สะดวกใช้บริการผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สามารถติดต่อยืนยันตัวตนได้ยาวนานถึงวันที่ 12 มกราคม 2570
การปรับปรุงระเบียบในครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้การใช้งบประมาณสวัสดิการแห่งรัฐมีความคุ้มค่าและกระจายสู่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง โดยกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมประเมินกรอบค่าใช้จ่ายในการจัดสรรสวัสดิการไว้ไม่เกิน 42,000 ล้านบาท ซึ่งจะเบิกจ่ายจากงบประมาณกองทุนฯ ที่ได้รับการจัดสรรตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อไป
#บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #สวัสดิการแห่งรัฐปี2569 #มติครม #กระทรวงการคลัง #ลดความเหลื่อมล้ำ #แก้หนี้ #เศรษฐกิจฐานราก

