ท่ามกลางมรสุมความผันผวนของทิศทางเศรษฐกิจโลกและการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ PROSPECT REIT ขยับหมากครั้งสำคัญด้วยการประกาศจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่นักลงทุนเดิม พร้อมเดินหน้าแผนเพิ่มทุนครั้งที่ 3 เพื่อเข้าครอบครองสินทรัพย์อุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อันเป็นการวางรากฐานการเติบโตของกระแสเงินสดและขยายมูลค่าพอร์ตสู่ระดับหมื่นล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ
ปันผลโค้งสองเดือนสะท้อนความมั่นคงของกระแสเงินสด
บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของ PROSPECT REIT ได้ประกาศเดินหน้าจ่ายประโยชน์ตอบแทนจากกำไรสะสมสำหรับรอบการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 รวมถึงกำไรสะสมจากรอบประมาณการผลการดำเนินงานวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 ในอัตรา 0.1400 บาทต่อหน่วย การจ่ายผลตอบแทนในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของฐานเงินทุนใหม่ โดยกำหนดให้วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นวันขึ้นเครื่องหมาย XD ก่อนจะรวบรวมรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่มีสิทธิในวันที่ 28 กันยายน 2569 และมีกำหนดการโอนจ่ายประโยชน์ตอบแทนเข้าบัญชีนักลงทุนอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม 2569
การตัดสินใจจัดสรรผลประโยชน์ในรอบสองเดือนดังกล่าวเกิดขึ้นจากการปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลจากรายไตรมาสมาเป็นรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้การบริหารสภาพคล่องทางการเงินสอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยเดิมอย่างสูงสุด นางสาวอรอนงค์ ชัยธง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ระบุว่า “ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน สำหรับผลการดำเนินงาน 2 เดือนล่าสุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์รายเดิมก่อนการเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ในอัตรา 0.1400 บาท โดยภายหลังจากปรับนโยบายการจ่ายประโยชน์ตอบแทนจากรายไตรมาสเป็นรายเดือน ตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของกองทรัสต์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งจากพอร์ตทรัพย์สินภายใต้การจัดการทั้ง 5 โครงการ การกระจายตัวของผู้เช่าหลากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ จึงสร้างรายได้หลักจากค่าเช่าได้อย่างมั่นคง”
ความสามารถในการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงขีดความสามารถในการคัดกรองทรัพย์สินและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ กองทรัสต์สามารถบริหารให้อัตราการเช่ารวมหรือ Occupancy Rate ยืนเหนือระดับ 90% มาได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้ว่าภาพรวมทางเศรษฐกิจในระดับสากลจะเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน แต่โมเมนตัมของการย้ายฐานการผลิตและการขยายตัวของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแรง การมีผู้เช่าที่กระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจึงกลายเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของกระแสเงินสดที่ดีเยี่ยม
ชูทำเลยุทธศาสตร์รับดีมานด์โรงงานและคลังสินค้า
ความต้องการพื้นที่เช่าอาคารคลังสินค้าและโรงงานในทำเลยุทธศาสตร์ของประเทศไทยยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างชาติต่างเร่งเสาะหาศูนย์กระจายสินค้าและฐานการผลิตที่ตอบสนองซัพพลายเชนได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์เขตปลอดอากรหรือ Free Zone ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนด้านภาษีและพิธีการทางศุลกากรได้อย่างเป็นรูปธรรม จุดแข็งดังกล่าวทำให้โครงการภายใต้การบริหารของ PROSPECT REIT มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป
นางสาวอรอนงค์ ชัยธง ได้กล่าวถึงพลวัตในภาคอุตสาหกรรมนี้ว่า “แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความผันผวน แต่ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของไทย ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการขยายฐานการผลิตและการลงทุนของภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการเช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าบนทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์พื้นที่ Free Zone สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจร มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่านอัตราการเช่ารวม (Occupancy Rate) ของ PROSPECT REIT สูงกว่า 90% มาโดยตลอด” ถ้อยแถลงนี้ช่วยตอกย้ำว่าอุปสงค์ของภาคการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายยังคงมองหาพื้นที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมใช้งานอย่างแท้จริง
พอร์ตทรัพย์สินเดิมของกองทรัสต์ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 1 (BFTZ 1), โครงการ X44 BANGNA KM.18, โครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 2 (BFTZ 2), โครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 3 (BFTZ 3) และโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 6 (BFTZ 6) คิดเป็นพื้นที่ให้เช่ารวม 564,758 ตารางเมตร ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่บางนา-ตราด ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างศูนย์กลางธุรกิจ ท่าอากาศยานนานาชาติ และท่าเรือพาณิชย์หลัก การเลือกทำเลที่ตั้งที่แม่นยำช่วยสร้างความมั่นคงในสัญญาเช่าและลดความเสี่ยงจากการว่างลงของพื้นที่อาคารได้อย่างมีนัยสำคัญ

เดินหน้าเพิ่มทุนครั้งที่สามเสริมแกร่งโครงการ BFTZ 4
ก้าวต่อไปในการขยายอาณาจักรของ PROSPECT REIT คือการระดมทุนผ่านการเพิ่มทุนครั้งที่ 3 เพื่อเข้าลงทุนใน โครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 4 หรือ BFTZ 4 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา การลงทุนในครั้งนี้มีพื้นที่ให้เช่ารวมสูงถึง 187,949 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมไม่เกิน 5,040 ล้านบาท การเปิดเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนได้กำหนดราคาจองซื้อที่ 9.00 บาทต่อหน่วย โดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิจองซื้อและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 9 ถึง 17 กันยายน 2569
นางสาวอรอนงค์ ชัยธง ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการควบรวมสินทรัพย์ใหม่เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอว่า “การเข้าลงทุนใน BFTZ 4 ถือเป็นการขยายพอร์ตทรัพย์สินของกองทรัสต์สู่ทำเลยุทธศาสตร์ใน EEC โดยโครงการนี้มีพื้นที่ Free Zone กว่า 80% และมีอัตราการเช่าในส่วนที่สร้างแล้วเสร็จกว่า 96% ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตให้แก่กองทรัสต์ เราเชื่อว่าการลงทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารจัดการพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ PROSPECT REIT สามารถรักษาความสามารถในการจ่ายประโยชน์ตอบแทนในระดับที่ดีและสม่ำเสมอตามคาด สร้างกระแสเงินสดให้แก่ผู้ถือหน่วยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน”
โครงการ BFTZ 4 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการสิทธิประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างสมบูรณ์แบบ การมีสัดส่วนพื้นที่เช่าแบบ Free Zone สูงเกินกว่า 80% และมีผู้เช่าในอาคารที่สร้างเสร็จแล้วเกือบเต็มพื้นที่ เป็นข้อพิสูจน์ถึงความพร้อมของโครงการที่ไม่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาว่างเปล่าในการรอคอยผู้เช่า ทรัพย์สินชิ้นใหม่นี้จึงสามารถสร้างกระแสรายได้ค่าเช่าเข้ามาเสริมพอร์ตของกองทรัสต์ได้ทันทีหลังจากกระบวนการเข้าลงทุนเสร็จสิ้น
ยกระดับมูลค่าพอร์ตหมื่นล้านพร้อมผลตอบแทนระยะยาว
การระดมทุนและการลงทุนในโครงการใหม่นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ที่ผลักดันให้มูลค่าสินทรัพย์รวมของ PROSPECT REIT ทะยานขึ้นสู่ระดับ 15,000 ล้านบาท ขนาดของกองทรัสต์ที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์ และดึงดูดความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเพิ่มทุนยังช่วยเพิ่มอายุสิทธิการเช่าเฉลี่ยหรือ Leasehold ของพอร์ตโฟลิโอรวมให้กระโดดขึ้นจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 15 ปี กลายเป็นประมาณ 28 ปี ซึ่งช่วยขจัดความกังวลเรื่องการหมดอายุสัญญาเช่าในระยะสั้นได้อย่างชัดเจน
ในมิติของผลตอบแทนทางการเงิน กองทรัสต์ได้ทำการประเมินผลตอบแทนปีแรกภายหลังการเข้าลงทุนไว้ที่ระดับประมาณ 7.6% โดยคำนวณบนฐานราคาเสนอขายสูงสุดที่ 9.00 บาทต่อหน่วย และประมาณการจ่ายประโยชน์ตอบแทนปีแรกหลังเพิ่มทุน (DPU) ที่ระดับ 0.6890 บาทต่อหน่วย ตัวเลขอัตราผลตอบแทนดังกล่าวถือว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และมองหาการลงทุนที่มีสินทรัพย์ที่จับต้องได้คอยหนุนหลัง
ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างการขยายขนาดของสินทรัพย์และการบริหารจัดการสัญญาเช่า จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินเสถียรภาพทางการเงินของกองทรัสต์ การเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ของ PROSPECT REIT จึงนับเป็นหมุดหมายในการปรับโครงสร้างเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก สร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมั่นคงแก่นักลงทุนในระยะยาว
#PROSPECTREIT #กองทรัสต์ #อสังหาริมทรัพย์ #โลจิสติกส์ #การลงทุน #BFTZ4

