ครม. เคาะแผนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ คุมวิกฤตราคา ลากยาว 4 ปี

ครม. เคาะแผนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ คุมวิกฤตราคา ลากยาว 4 ปี
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 14 นาที

รัฐบาลไฟเขียวพิมพ์เขียวพลังงานฉบับใหม่ ยกระดับเกณฑ์แทรกแซงราคาเชื้อเพลิงตัดวงจรภาระหนี้ข้ามกลุ่ม พร้อมเปิดทางอุ้มต่อไบโอฟิวเอลหลังหมดมาตรา 55 เพื่อปกป้องกระเป๋าเงินประชาชนอย่างยั่งยืน

จุดเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไทยรับมือคลื่นความผันผวนโลก

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงานครั้งสำคัญ อนุมัติแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ควบคู่กับแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ภายใต้การเสนอของกระทรวงพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางพลังงานโลก

การประกาศใช้แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ถือเป็นการวางกลไกบริหารความเสี่ยงระยะ 4 ปีข้างหน้าอย่างเป็นระบบ เนื่องจากพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีเจตนารมณ์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาพลังงานภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การปรับปรุงกรอบแผนงานครั้งนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจไม่ให้สะดุดลงจากแรงกดดันของต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้า

ภารกิจภายใต้แผนงานฉบับนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อบริหารกระแสเงินสดและกำหนดทิศทางการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน เป้าหมายหลักมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างความอยู่รอดของภาคการผลิต ต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน และวินัยทางการเงินการคลังของประเทศอย่างแท้จริง

ผ่าแนวทาง 5 มิติ ปิดประตูอุดหนุนข้ามสายพันธุ์พลังงาน

สาระสำคัญของแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ได้กำหนดแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคาไว้ 5 มิติสำคัญ โดยเริ่มจากการแยกบัญชีฐานะกองทุนระหว่างกลุ่มน้ำมันและกลุ่มก๊าซปิโตรเลียมเหลวออกจากกันอย่างเด็ดขาด แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติปัญหาการนำรายได้จากผู้ใช้น้ำมันกลุ่มหนึ่งไปแบกรับภาระชดเชยราคาให้อีกกลุ่มพลังงาน ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนจริงของตลาด

แนวทางต่อมาคือการกำหนดกรอบส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินให้มีความชัดเจนและเหมาะสมตามสภาวะเศรษฐกิจ ในกรณีที่ประเมินว่าวิกฤตการณ์ด้านราคาจะยืดเยื้อยาวนาน ภาครัฐจะเน้นน้ำหนักไปที่การพิจารณาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงฐานรากของภาคการขนส่ง มวลชน และห่วงโซ่อาหาร ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อดัชนีราคาผู้บริโภคและอัตราเงินเฟ้อ

สำหรับกลไกเสริมสภาพคล่องนั้น แผนงานระบุให้มีการจ่ายเงินชดเชยราคาเฉพาะเมื่อเกิดภาวะวิกฤตที่เข้าเกณฑ์เท่านั้น ขณะเดียวกันจะต้องเร่งเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทันทีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง พร้อมกำหนดให้มีการทบทวนแนวทางการรักษาเสถียรภาพและหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีเหตุการณ์ภายนอกที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อไม่ให้กลไกกองทุนเกิดภาวะติดลบสะสมจนเกินขีดความสามารถ

เปิด 3 ตัวชี้วัดจับตาวิกฤตพลังงานและเกณฑ์คุมเข้ม 7 ข้อ

เพื่อไม่ให้การใช้เงินกองทุนเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง แผนฉบับนี้ได้วางนิยามคำว่าวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงผ่าน 3 ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจไว้อย่างรัดกุม ประเด็นแรกคือราคาปรับตัวสูงจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยกำหนดให้ราคากลุ่มน้ำมันเกินกว่า 30 บาทต่อลิตร หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวมีต้นทุนโรงแยกก๊าซธรรมชาติสูงกว่าราคานำเข้า หรือราคาขายปลีกพุ่งเกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม

ตัวชี้วัดที่สองคือภาวะความผันผวนอย่างรุนแรงในระยะสั้น ได้แก่ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดโลกขยับขึ้นหรือลงเกิน 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลภายใน 1 สัปดาห์ หรือราคาขายปลีกในประเทศขยับเกิน 2 บาทต่อลิตรภายในสัปดาห์เดียว ขณะที่ก๊าซปิโตรเลียมเหลวจะวัดจากราคาตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงเกิน 35 เหรียญสหรัฐต่อตันใน 1 เดือน หรือราคาขายปลีกในประเทศผันผวนเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัมในรอบ 1 เดือน และตัวชี้วัดที่สามคือสถานการณ์ที่เชื้อเพลิงขาดแคลนจนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

เกณฑ์การบริหารจัดการทั้ง 7 ประการยังกำชับให้การใช้จ่ายเงินกองทุนต้องคำนึงถึงสภาพคล่องและความเพียงพอของเงินทุนตามมาตรา 26 เป็นสำคัญ ทุกการอนุมัติจะต้องผ่านคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังให้อำนาจคณะกรรมการฯ ในการจัดเก็บเงินหรือชดเชยราคาในอัตราที่แตกต่างกันได้ตามประเภทการใช้และแหล่งที่มาของเชื้อเพลิง เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหาร

ปลดล็อกปมกฎหมายมาตรา 55 เดินหน้าชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพ

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่อุตสาหกรรมเกษตรพลังงานมากที่สุดคือ การสิ้นสุดระยะเวลาการจ่ายเงินชดเชยแก่น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพตามบทเฉพาะกาล มาตรา 55 ในวันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจึงได้ทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อหารือข้อกฎหมายไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อขอความชัดเจนเรื่องอำนาจการบริหารส่วนต่างราคาหลังหมดเวลาดังกล่าว

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือตอบกลับอย่างชัดเจนว่า เมื่อระยะเวลาตามบทเฉพาะกาลสิ้นสุดลง น้ำมันผสมเชื้อเพลิงชีวภาพยังคงมีสถานะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามในมาตรา 3 ดังนั้น คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจึงมีอำนาจเต็มตามมาตรา 14 (4) ในการกำหนดหลักเกณฑ์ อัตราเงินส่งเข้ากองทุน และอัตราเงินชดเชยที่แตกต่างกันตามประเภทและแหล่งที่มาได้ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการรักษาเสถียรภาพราคา

คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้ภาครัฐสามารถใช้น้ำมันผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นเครื่องมือบริหารความมั่นคงด้านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เชื้อเพลิงชีวภาพนับเป็นผลผลิตที่ผลิตได้เองจากภาคเกษตรกรรมไทย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวน แต่ยังช่วยสร้างเสถียรภาพทางรายได้ให้แก่เกษตรกรในประเทศ และช่วยให้ภาครัฐมีทางเลือกในการแทรกแซงราคาขายปลีกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ปรับทัพสำนักงานสู่ความยั่งยืน

นอกจากแผนรองรับภาวะฉุกเฉินแล้ว คณะรัฐมนตรียังได้ให้ความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแผนแม่บทระยะ 4 ปีในการปฏิรูปการทำงานของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยุทธศาสตร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร และสร้างความโปร่งใสให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี

โครงสร้างของแผนยุทธศาสตร์ครอบคลุม 5 ด้านหลัก เริ่มจากยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อเกิดวิกฤต ต่อเนื่องด้วยยุทธศาสตร์ที่ 2 ในการรองรับการเปลี่ยนผ่านของน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ และยุทธศาสตร์ที่ 3 ที่เน้นการสร้างความเข้าใจต่อบทบาท หน้าที่ ตลอดจนภาพลักษณ์ของกองทุน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นในการเก็บเงินและการชดเชยราคาอย่างถูกต้อง

ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 4 มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กรด้วยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูล และยุทธศาสตร์ที่ 5 มุ่งพัฒนาทุนมนุษย์และศักยภาพของบุคลากรให้พร้อมรับมือกับวิวัฒนาการทางพลังงานรูปแบบใหม่ การประสานทั้งแผนวิกฤตและแผนยุทธศาสตร์เข้าด้วยกันจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะปกป้องเศรษฐกิจไทยจากคลื่นลมราคาพลังงานโลกได้อย่างมีเสถียรภาพ

#กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง, #แผนรองรับวิกฤตพลังงาน, #มติครม, #ราคาน้ำมัน, #พลังงานชีวภาพ, #เศรษฐกิจไทย

Related Posts