บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC สองยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีของไทย ประกาศแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ปั้นกำลังการผลิตรวมแตะ 7.1 ล้านตันต่อปี ทะยานสู่ท็อป 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์ของโลก และขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าปลดล็อกผลประโยชน์ร่วม (Synergy) มูลค่า 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายใน 3 ปี
ยกระดับสู่ National Champion รับมือคลื่นการแข่งขันระดับสากล
การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นภายหลังทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงลึกตลอดระยะเวลา 6 เดือน โดยมีโครงสร้างการถือหุ้นแบ่งเป็น GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนหุ้น (Share Swap) โดยไม่มีการชำระเป็นเงินสด เพื่อรวมธุรกิจและสินทรัพย์ด้านโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC ระบุว่า ความร่วมมือนี้คือการต่อยอดฐานอุตสาหกรรมในมาบตาพุดที่มีประสบการณ์สั่งสมมาร่วม 40 ปี สู่การเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมีของอาเซียนอย่างแท้จริง โดยไม่ใช่แค่การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ 2 บริษัท แต่เป็นการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ ทั้งกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์
ด้าน นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวเสริมว่า การขึ้นแท่นผู้ผลิตระดับท็อป 10 ของโลกครอบคลุมทั้งมิติกำลังการผลิต (Capacity) และขีดความสามารถการแข่งขัน (Capability) ในอดีตไทยเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมต้นน้ำจนส่งผลให้ผู้ประกอบการปลายน้ำแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน ทว่าในสภาวะปัจจุบัน ตลาดโลกเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรงจากผู้ผลิตต้นทุนต่ำในภูมิภาคตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกา การรวมกันภายใต้บทบาท National Petrochemical Champion จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยพยุงและนำพาซัพพลายเชนของประเทศให้แข่งขันในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
ผสานความยืดหยุ่นต้นน้ำ GC เข้ากับนวัตกรรมปลายน้ำ HVA ของ SCGC
พอร์ตโฟลิโอร่วมกันของบริษัทใหม่จะครอบคลุมตลาดพลาสติกโพลิโอเลฟินส์หลักอย่างโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) ซึ่งครองสัดส่วนการใช้งานมากกว่า 70% ของผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด โดยนำจุดแข็งที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกันมาเชื่อมต่อเพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจแบบครบวงจร
GC นำจุดแข็งด้านความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบต้นน้ำที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา LPG โพรเพน และอีเทน พร้อมเครือข่ายโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอะโรเมติกส์ และระบบโครงข่ายวัตถุดิบของกลุ่ม ปตท. ซึ่งช่วยลดความผันผวนด้านต้นทุนพลังงานและสร้างเสถียรภาพในการจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ SCGC เสริมความแข็งแกร่งด้วยผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added: HVA) และกระบวนการคิดค้นนวัตกรรม ผ่านการทำงานร่วมกับลูกค้าในศูนย์ i2P Center (Ideas to Products) เพื่อนำโจทย์ทางธุรกิจและ Pain Points มาพัฒนาเป็นโซลูชันสำเร็จรูป นอกจากนี้ ยังดึงเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนระดับโลกในกลุ่มพลาสติกเฉพาะทาง (Specialty) สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์สมัยใหม่ และบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล เข้ามาต่อยอดขยายตลาดสู่สากล
กางแผน 3 ด้าน ปลดล็อก Synergy 150–200 ล้านดอลลาร์ และมาตรการ Day 1
จากการประเมินตัวเลขผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน (Synergy) มูลค่า 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 5,100 – 6,800 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ผู้บริหารได้ระบุกรอบการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก พร้อมชี้ชัดถึงสิ่งที่จะเริ่มทำได้ทันทีตั้งแต่วันแรกของการดำเนินงาน (Day 1)
1. การบริหารจัดการพูลวัตถุดิบ (Feedstock Optimization): รวมพูลวัตถุดิบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองจัดซื้อ และสามารถสลับเปลี่ยนการใช้วัตถุดิบให้สอดรับกับราคาตลาดโลกในแต่ละสภาวะได้อย่างแม่นยำ
2. การบริหารจัดการโรงงานและอะไหล่สำรอง (Operational & Spare Parts Sharing): เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของโรงงานผลิตในพื้นที่มาบตาพุดที่มีมากกว่า 30 โรงงานเข้าด้วยกัน ทั้งระบบท่อขนส่งและระบบสาธารณูปโภค เช่น ไอน้ำและไฟฟ้า รวมถึงการรวมคลังชิ้นส่วนอะไหล่สำรอง (Spare Parts) และศูนย์ซ่อมบำรุงร่วมกัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนคงค้างและบริหารความเสี่ยงกรณีเครื่องจักรขัดข้องได้อย่างทันท่วงที
3. การปรับสายการผลิตและการซ่อมบำรุง (Product Portfolio & Maintenance Campaign): จัดสรรพอร์ตโฟลิโอการผลิตโดยลดความซ้ำซ้อน เปิดโอกาสให้โรงงานเดินเครื่องผลิตสินค้าสเปกเดียวกันต่อเนื่องในระยะยาว (Long-run Campaign) ซึ่งช่วยรักษามาตรฐานคุณภาพให้คงที่และลดต้นทุนต่อหน่วย อีกทั้งยังสามารถวางแผนสลับช่วงเวลาการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสทางการค้าในจังหวะที่ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นมีราคาสูงในตลาดโลก
ต่อข้อซักถามกรณีการปรับโครงสร้าง นายณะรงค์ศักดิ์เน้นย้ำว่า การร่วมทุนครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและไม่มีแผนลดกำลังการผลิตหรือปิดโรงงานใดโรงงานหนึ่ง โดยเน้นการบริหารจัดการโรงงานที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและมีต้นทุนต่ำที่สุดในระยะยาว
กางไทม์ไลน์ขออนุมัติผู้ถือหุ้น ธ.ค. 2569 คาดจัดตั้งเสร็จครึ่งหลังปี 2570
ขั้นตอนการดำเนินงานภายหลังบอร์ดบริหารของทั้งสองบริษัทมีมติเห็นชอบ จะมีกรอบเวลาสำคัญดังต่อไปนี้:
-
ธันวาคม 2569: GC และกลุ่ม SCGC เตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) เพื่อเสนอขออนุมัติการเข้าทำธุรกรรมร่วมทุน
-
ครึ่งแรกของปี 2570: ดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent: CP) ซึ่งรวมถึงการยื่นขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตลอดจนการปรับโครงสร้างสินทรัพย์
-
ครึ่งหลังของปี 2570: เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน จะดำเนินการควบรวมและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่แล้วเสร็จ เพื่อเริ่มดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการ
#GC #SCGC #ปิโตรเคมี #โอเลฟินส์ #TheReporterAsia

