เอสซีจีจับมือพันธมิตรลุยเปลี่ยนผ่านสีเขียวดันเศรษฐกิจอาเซียนยั่งยืน

เอสซีจีจับมือพันธมิตรลุยเปลี่ยนผ่านสีเขียวดันเศรษฐกิจอาเซียนยั่งยืน
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 21 นาที

เมื่อเป้าหมายความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เวทีเจรจา แต่กำลังถูกแปรสภาพเป็นกลไกขับเคลื่อนการลงทุนระดับภูมิภาค เอสซีจีและพันธมิตรระดับโลกจึงเร่งผสานโมเดลความร่วมมือสี่ฝ่าย เพื่อพลิกความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจอาเซียนกับการยกระดับสู่การลงมือทำจริง

ภาพจำของงานสัมมนาสิ่งแวดล้อมแบบเดิมที่มักจบลงเพียงแค่คำมั่นสัญญาบนกระดาษกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อบริบทการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในปัจจุบันผูกโยงเข้ากับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแยกไม่ออก การรวมตัวกันของผู้นำภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายในเวที ESG Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “ASEAN in Action: Powering Inclusive Green Transition” จึงเป็นการก้าวข้ามจากการตั้งรับไปสู่การลงมือปฏิบัติการเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้นจริงและสามารถขยายผลได้อย่างกว้างขวาง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ร่วมกับ World Business Council for Sustainable Development หรือ WBCSD ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และสถาบันการศึกษา โดยมีเป้าหมายหลักในการเชื่อมโยงนโยบายระดับมหภาคลงสู่ระดับปฏิบัติการในภาคธุรกิจและพื้นที่ชุมชน เพื่อรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค พร้อมนำบทเรียนจากประเทศไทยไปพิจารณาปรับใช้ในบริบทอื่นของอาเซียน

Mr. Joe Phelan ตำแหน่ง Executive Director, Asia Pacific ของ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ได้สะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์ไว้อย่างชัดเจนว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนเชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคง การลงทุน ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของอาเซียน หัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงนโยบาย การลงทุน เทคโนโลยี และผู้คนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” การผสานพลังครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการสร้างสะพานเชื่อมข้ามช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติการจริง

ผ่าทางรอดพลังงานสะอาดเชื่อมโยงโครงข่ายระดับภูมิภาค

โจทย์แรกที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุดคือ Energy Transition ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการรักษาต้นทุนที่แข่งขันได้และการลดการปล่อยคาร์บอน ในอดีตข้อเสนอของภาคเอกชนมักจะเน้นย้ำเรื่องการเปิดสิทธิ์การเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สามหรือ Third Party Access (TPA) รวมถึงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงหรือ Direct PPA ตลอดจนการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่างๆ ทว่าในปัจจุบันการหารือได้ขยับไปสู่การยกระดับความพร้อมของระบบพลังงานทั้งระบบอย่างแท้จริง

การปรับตัวในระลอกนี้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถและความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Grid-forming เพื่อรักษาเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้า และการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ให้สอดรับกับความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น ยังมองไปข้างหน้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานใหม่อย่างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ Small Modular Reactors (SMR) เชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuels และการเชื่อมโยงความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านโครงข่าย ASEAN Power Grid

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ ตำแหน่ง นักวิชาการอาวุโสนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุถึงแนวทางการวางรากฐานพลังงานว่า “ต้องวางระบบพลังงานที่รักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ต้นทุนที่แข่งขันได้ และเป้าหมายการลดคาร์บอน โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่น เพิ่มบทบาทของพลังงานแสงอาทิตย์และ Bioenergy ยกระดับ Grid Infrastructure พัฒนาแหล่งพลังงาน และเปิดพลังงานแบบเสรี เพื่อให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานสะอาด ระบบไฟฟ้าส่งจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง และรองรับความต้องการในอนาคต” การปลดล็อกโครงสร้างพลังงานจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับสากล

เอสซีจีจับมือพันธมิตรลุยเปลี่ยนผ่านสีเขียวดันเศรษฐกิจอาเซียนยั่งยืน
เอสซีจีจับมือพันธมิตรลุยเปลี่ยนผ่านสีเขียวดันเศรษฐกิจอาเซียนยั่งยืน

เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและเอสเอ็มอีสู่เศรษฐกิจสีเขียว

วาระต่อมาคือ Just Transition ซึ่งให้ความสำคัญกับการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs แรงงาน และชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในซัพพลายเชนของประเทศ แต่กลับมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุนในการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสีเขียว การยกระดับการสนับสนุนจึงต้องเปลี่ยนจากการให้ความรู้แบบเดิม มาเป็นการสร้างเครื่องมือและโซลูชันที่นำไปใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ

จากความสำเร็จของการสนับสนุนในปีที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์มอย่าง NZAP และโครงการ Go Together ในปีนี้ได้มีการต่อยอดเปิดตัวแนวทางใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ โครงการ Funding Connect และโครงการ SME Green Transition Plus ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ โครงการเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตคาร์บอนต่ำ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมกับระดับการปรับตัวของแต่ละกิจการ

นายวีรชัย มั่นสินธร ตำแหน่ง รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต อธิบายกลยุทธ์การขับเคลื่อนในส่วนนี้ว่า “ต้องให้การสนับสนุนผู้ประกอบการตามระดับความสามารถในการปรับตัว เพื่อออกแบบการสนับสนุนให้ตรงกับความต้องการ โดยเริ่มจากการคัดเลือกกลุ่มนำร่อง เพื่อสร้างต้นแบบแบบครบวงจรตั้งแต่สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี ทักษะ มาตรฐาน การเข้าถึงตลาด และแหล่งเงินทุน Funding Connect ก่อนถอดบทเรียนและขยายผล เพื่อให้ผู้ประกอบการ แรงงาน และชุมชนเข้าถึงโอกาสจากเศรษฐกิจสีเขียวและเติบโตไปด้วยกัน”

พลิกเกมรับมือภัยพิบัติด้วยปัญญาประดิษฐ์และคลังข้อมูลน้ำ

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือ Climate Adaptation ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับและเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ มาเป็นการคาดการณ์และเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยและภัยธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการแบบแยกส่วนไม่สามารถรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศได้อีกต่อไป ภาคธุรกิจและภาควิชาการจึงได้ร่วมกันยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง

ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการนำเสนอการต่อยอดสู่การใช้งานแพลตฟอร์มแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์หรือ AI Simulation Platform สำหรับใช้ประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมและความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแผนเปิดให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ พร้อมทั้งขยายผลไปสู่การทำ Risk Mapping และแบบจำลองสถานการณ์ในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อช่วยเตรียมรับมือความเสี่ยงจากน้ำท่วม พายุ และภัยพิบัติอื่นได้อย่างแม่นยำ

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชาวิศวรรกมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อคิดเห็นเชิงวิชาการต่อการบริหารความเสี่ยงว่า “ต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาหลังเกิดผลกระทบไปสู่การคาดการณ์และลดความเสี่ยงล่วงหน้า โดยพัฒนา One Water Data Center เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลน้ำ ระบบคาดการณ์ และการแจ้งเตือนภัยร่วมกับท้องถิ่น ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแบบ Dual-use ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต พร้อมต่อยอดการบริหารจัดการน้ำสู่ Water Economy เพื่อลดความสูญเสีย รักษาความต่อเนื่องของภาคธุรกิจ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่”

ผนึกพลังความร่วมมือสี่ฝ่ายสู่การผลักดันเชิงนโยบาย

พลังขับเคลื่อนทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างบูรณาการในรูปแบบ Public–Private–People Partnership หรือความร่วมมือ 4P ซึ่งเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการลงมือทำจริงในเชิงพื้นที่หรือ Area-Based Approach ที่อาศัยบทเรียนความสำเร็จจากการดำเนินงานในจังหวัดสระบุรีมาเป็นต้นแบบโมเดลนำร่อง ก่อนที่จะศึกษาความต้องการในแต่ละพื้นที่และขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน

ในแง่ของระบบการเงินและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า “ประเทศไทยต้องใช้ Green Transition เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนแห่งอนาคต โดยหัวใจสำคัญคือ การขับเคลื่อนแบบ End-to-End พร้อมสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ทั่วถึง โดยธุรกิจรายใหญ่ร่วมยกระดับ SMEs ใน Supply Chain ให้ปรับตัวและเติบโตไปด้วยกัน ทั้งนี้ กกร. พร้อมนำข้อเสนอจากเวทีไปขับเคลื่อนต่อ ผ่านแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand ร่วมกับภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ”

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้กล่าวตอกย้ำถึงทิศทางข้างหน้าและความสำคัญของการผนึกกำลังร่วมกันว่า “จากข้อเสนอและการขับเคลื่อนในปีที่ผ่านมา วันนี้เราเห็นความคืบหน้าทั้ง 3 วาระอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Energy Transition, Just Transition และ Climate Adaptation โจทย์ที่สำคัญในวันนี้คือ การนำสิ่งที่เราได้เรียนรู้และลงมือทำมาตลอดหลายปี มาขยายผลให้เกิดขึ้นในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเราเห็นแล้วว่าความร่วมมือแบบ Public–Private–People Partnership หรือ (4P) สามารถทำให้เกิดผลได้จริง โดยภาครัฐช่วยสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงมือทำ

ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีและเงินลงทุนมาร่วมทดลอง ขณะที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์ของแต่ละพื้นที่ หรือ Area-Based Approach จากบทเรียนที่ จ.สระบุรี เราควรนำโมเดล 4P นี้ ไปขยายผลยังพื้นที่อื่นๆ โดยเริ่มจากการศึกษาความต้องการและปัญหาในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการหาพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อนำบทเรียนไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง และต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศ หากเราสามารถขยายความร่วมมือในลักษณะนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลง สร้างเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน”

ผลสรุปและข้อเสนอเชิงปฏิบัติการทั้งหมดจากเวที ESG Symposium 2026 กำลังถูกนำไปประมวลเป็นสมุดปกขาวหรือ White Paper เพื่อยื่นเสนอต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ สำหรับใช้ประกอบการพิจารณานโยบายและพัฒนากลไกสนับสนุน Inclusive Green Transition พร้อมเชื่อมโยงกับเวทีภาคธุรกิจและเครือข่ายความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันข้อเสนอสู่การหารือเชิงนโยบายและการทดลองดำเนินงานในพื้นที่จริงต่อไป

#ESGSymposium2026 #SCG #WBCSD #GreenTransition #พลังงานสะอาด #ความยั่งยืน

Related Posts