สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa เปิดเผยกลยุทธ์การขับเคลื่อนกลไก “บัญชีบริการดิจิทัล” (Thailand Digital Catalog) มุ่งผลักดันผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีไทยสู่ตลาดภาครัฐและเอกชน โดยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมพุ่งสูงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท พร้อมวางยุทธศาสตร์พลิกบทบาทประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้ใช้สู่การเป็นผู้พัฒนาและเจ้าของเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
เจาะกลยุทธ์ดันบริการดิจิทัลไทยสร้างมูลค่าหมื่นล้าน
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดเผยถึงเบื้องหลัง ความสำเร็จของบัญชีบริการดิจิทัลที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันว่า กลไกดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเลือกใช้สินค้าและบริการดิจิทัลสูงถึง 16,783 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากภาคเอกชน โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน dSURE และขึ้นทะเบียนแล้วมากกว่า 1,511 รายการ จาก 277 บริษัท ครอบคลุมทั้ง Hardware, Software และ Cloud
กลยุทธ์สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและดึงภาครัฐเข้ามาประยุกต์ใช้งานจริง เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำระบบ E-ticket ของบริษัท คิว คิว (ประเทศไทย) จำกัด ไปใช้งาน ขณะที่สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เลือกใช้ระบบ e-Office ของบริษัท ดิ โซลูชั่น คลาวด์ จำกัด ซึ่ง ดร.ศุภกร ระบุว่าการจัดซื้อตรงจากผู้พัฒนาชาวไทยช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และตอบโจทย์การทำงานของหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ depa ได้ร่วมมือกับกรมบัญชีกลางในการปรับหลักเกณฑ์ให้สินค้าบนบัญชีบริการดิจิทัลสามารถจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงได้โดยไม่จำกัดวงเงิน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบ e-GP ส่งผลให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างบริการดิจิทัลไทยผ่านระบบภาครัฐไปแล้วกว่า 49.53 ล้านบาท ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐเข้าถึงเทคโนโลยีไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็วและมีความมั่นใจยิ่งขึ้น
ผนึกพันธมิตรสร้างระบบนิเวศและยกระดับทักษะดิจิทัล
การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลให้ครอบคลุม depa ได้ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในการส่งเสริมมาตรการภาษี Tax 200 พร้อมทั้งจับมือกับบริษัท COM7 ในการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีก เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการดิจิทัลไทยสามารถกระจายสินค้าไปสู่กลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจ โรงงาน SMEs และประชาชนทั่วไปได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ดร.ศุภกร เน้นย้ำว่า แนวคิดหลักในการขับเคลื่อนคือการทำให้เทคโนโลยีถึงและคนต้องพร้อม depa จึงได้จัดทำกรอบแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับคนไทย หรือ Digital Skill Roadmap ควบคู่ไปกับบัญชีบริการดิจิทัล โดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานและต่อยอดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของกระบวนการขึ้นทะเบียนบน Thailand Digital Catalog ได้ปรับรูปแบบเป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด มีการพิจารณาอนุมัติเป็นประจำทุกเดือน พร้อมรักษาสุดยอดมาตรฐาน dSURE ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ Functionality, Safety และ Cybersecurity รวมถึงจัดทำตัวอย่างขอบเขตการดำเนินงาน หรือ TOR เพื่อช่วยให้กลุ่ม Digital Startup สามารถเข้ามาร่วมงานกับภาครัฐได้อย่างมีมาตรฐาน
กางแผนแม่บทระยะที่ 3 พลิกบทบาทไทยสู่เจ้าของเทคโนโลยี
สำหรับทิศทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว depa ได้บรรจุแนวทางพัฒนาไว้ในร่างแผนแม่บทการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระยะที่ 3 ซึ่งเตรียมประกาศใช้ในปี 2571 โดยตั้งเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้ประยุกต์ใช้ ไปสู่การเป็นผู้พัฒนาและเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา (IP Owner) ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Agentic AI และ Enterprise AI มากยิ่งขึ้น
กลไกของบัญชีบริการดิจิทัลจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับนวัตกรรมไทย โดย depa จะเร่งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเอกชนและ System Integrator รวมถึงใช้พื้นที่ Thailand Digital Valley เป็นศูนย์กลางในการวิจัย ทดสอบ และต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN Digital Hub ในอนาคต
ดร.ศุภกร กล่าวสรุปว่า ดัชนีวัดความสำเร็จของบัญชีบริการดิจิทัลไม่ใช่เพียงจำนวนผลิตภัณฑ์ในระบบ แต่คือการที่ประเทศไทยสามารถสร้างผู้พัฒนาเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และทำให้ภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้จริงในตลาดสากล
#depa #บัญชีบริการดิจิทัล #ThailandDigitalCatalog #dSURE #DigitalTransformation #สัมภาษณ์พิเศษ

