เปิดใจ 3 ศิลปิน รางวัลจิตรกรรม ยูโอบี ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

เปิดใจ 3 ศิลปิน รางวัลจิตรกรรม ยูโอบี ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

ในโลกของศิลปะที่ไร้พรมแดน ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความฝันของศิลปินไทยสู่เวทีระดับนานาชาติมานานกว่าทศวรรษ ล่าสุดในการเปิดตัวการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 17 ได้มีการจัดวงเสวนาพิเศษเพื่อ “เปิดใจ” ศิลปินรางวัลชนะเลิศ 3 รุ่น 3 เจนเนอเรชัน ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นเพชรเม็ดงามที่ผ่านการเจียระไนจากเวที UOB Painting of the Year จนสามารถไปเปล่งประกายในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ บทสนทนานี้ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าความสำเร็จ แต่เป็นการแบ่งปันจิตวิญญาณและความพยายามที่ซ่อนอยู่หลังผืนผ้าใบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินรุ่นหลังที่จะก้าวเดินตามเส้นทางนี้ต่อไปอย่างมั่นคง

การรวมตัวกันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของวิวัฒนาการศิลปะไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง โดยมีธนาคาร ยูโอบี เป็นผู้สนับสนุนหลักที่มองเห็นศักยภาพของศิลปินไทยตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก เวทีการประกวดนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การแข่งขันเพื่อชิงรางวัล แต่เป็นพื้นที่แห่งการสร้างคอนเนกชันและการขยายโอกาสที่ไม่มีที่สิ้นสุดผ่านโครงการ UOB Artist Alumni Network ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ช่วยหล่อเลี้ยงระบบนิเวศทางศิลปะให้ศิลปินสามารถยึดถือการสร้างสรรค์เป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

ศิลปินทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ คุณปานพรรณ ยอดมณี, คุณยามีล๊ะ หะยี และคุณธัญภัทร มานะสาระกุล ได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้และความประทับใจจากการได้นำผลงานไปจัดแสดงในต่างประเทศ ตั้งแต่ประสบการณ์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไปจนถึงเทศกาลศิลปะระดับเอเชียอย่าง Art Central ณ ฮ่องกง สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าฝีมือและแนวคิดของศิลปินไทยนั้นทัดเทียมกับระดับสากล และพร้อมที่จะนำพาอัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกได้อย่างมีความหมาย นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญของการเติบโตในสายอาชีพศิลปิน

ยูโอบี

คุณปานพรรณ ยอดมณี: จากจิตรกรรมฝาผนังไทยสู่การปฏิวัติงานติดตั้งระดับสากล

คุณปานพรรณ ยอดมณี หรือ “คุณอุ้ม” คือศิลปินรางวัลชนะเลิศจากการประกวดครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เด็กนักศึกษาปีที่ 3 ในวันนั้นกลายเป็นศิลปินระดับโลกในวันนี้ เธอเล่าด้วยความภูมิใจว่า รางวัลยูโอบีเป็นเหมือน “บันได” ขั้นแรกที่เปิดโอกาสให้เธอได้ไปแสดงผลงานที่ประเทศสิงคโปร์และเห็นโลกกว้างขึ้น “การได้รางวัลเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราฝันอยากเป็นศิลปินอาชีพ เราพยายามพิสูจน์ตัวเองเสมอเพื่อให้สมกับรางวัลที่ได้รับ และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลงานให้ไปไกลกว่าเดิม” คุณปานพรรณกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนานกว่า 15 ปี

เส้นทางการเติบโตของคุณปานพรรณมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อเธอตัดสินใจก้าวข้ามขีดจำกัดของงานจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิมสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ขนาดใหญ่ เธอใช้เทคนิคส่วนผสมระหว่างความเป็นไทยและความร่วมสมัยเพื่อสร้าง “ความกบฏ” ในเชิงบวกให้กับวงการศิลปะ ประสบการณ์ล่าสุดจากการเป็นศิลปินในพำนัก ณ Cité Internationale des Arts กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการผสมผสานเทคนิคโบราณเข้ากับบริบทปัจจุบัน เธอได้รีเสิร์ชงานจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์เก่าและนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงถึงความเข้มแข็งของผู้หญิงในระดับโลก

“ศิลปินไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบางคนอาจได้รับการยอมรับจากเวทีต่างประเทศก่อนในประเทศเสียอีก เพราะงานของเราสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น โอกาสอย่างโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) ในต่างประเทศจึงช่วยเปิดพื้นที่ให้งานศิลปะของไทยได้เข้าร่วมบทสนทนาระดับโลกในวงกว้าง โดยปัจจัยที่สร้างผลลัพธ์อย่างแท้จริงคือการได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว มากกว่าการได้รับรางวัลเพียงครั้งเดียว”

นอกจากนี้ คุณปานพรรณยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในเครือข่ายศิลปิน ซึ่งช่วยให้เธอได้เรียนรู้จากศิลปินหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม “ศิลปะไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครเก่งที่สุด แต่โอกาสและคอนเนกชันคือสิ่งที่สำคัญกว่า” เธอยืนยันถึงคุณค่าของเวทียูโอบีที่คอยซัพพอร์ตเธออย่างต่อเนื่อง การได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศพร้อมกับลูกสาวตัวน้อยในฐานะศิลปินในพำนัก เป็นบทพิสูจน์ว่าบทบาทความเป็นแม่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในสายอาชีพ แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้เธอมองโลกได้กว้างขึ้นและสร้างสรรค์งานที่มีพลังแห่งความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ยูโอบี

คุณยามีล๊ะ หะยี: จิตวิญญาณแห่งสันติภาพผ่านงานเย็บปักถักร้อยจากนราธิวาส

คุณยามีล๊ะ หะยี ศิลปินสาวจากจังหวัดนราธิวาส ผู้คว้าตำแหน่งชนะเลิศระดับภูมิภาค Southeast Asian Painting of the Year ประจำปี 2568 ได้เปิดใจถึงการต่อสู้เพื่อความฝันที่ต้องก้าวข้ามอุปสรรคทางวัฒนธรรม เดิมทีครอบครัวไม่ได้สนับสนุนให้เธอเรียนศิลปะเนื่องจากความกังวลเรื่องความมั่นคงในอาชีพ แต่เธอก็ใช้ความรักและความมุ่งมั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะสามารถเยียวยาหัวใจและเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ “ศิลปินต้องยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง เราต้องหนักแน่นและยืนหยัดในความสามารถที่มี” เธอกล่าวถึงปรัชญาในการทำงานศิลปะที่ยึดถือมานานกว่า 10 ปี

ผลงานที่สร้างชื่อให้เธออย่าง “ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร)” เป็นการนำเทคนิคการเย็บปะถักร้อยที่เธอซึมซับมาจากกลุ่มแม่บ้านในชุมชนมาต่อยอดเป็นงานศิลปะร่วมสมัย ผลงานชิ้นนี้สื่อถึงความหวังและสันติภาพของสังคมโลก โดยใช้เศษผ้าหลากชนิดมาซ้อนทับเป็นชั้นๆ เพื่อเล่าเรื่องราวความศรัทธาและการวิงวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การได้นำผลงานนี้ไปจัดแสดงที่งาน Art Central ฮ่องกง เป็นประสบการณ์ที่มีค่าซึ่งช่วยให้เธอมั่นใจในอัตลักษณ์ของตนเอง และพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้โลกเข้าใจวิถีชีวิตของชาวมุสลิมผ่านมุมมองที่สวยงามและสงบสุข

“เราต้องพิสูจน์ตัวเอง ว่าศิลปินยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของเราเอง เราต้องหนักแน่น เราต้องยืนหยัดในสิ่งที่เป็นความสามารถของเรา เราเชื่อว่าศักยภาพของแต่ละคนมี เพียงแต่ว่าเราต้องเอาออกมาให้ได้มากที่สุด”

ความสำเร็จของคุณยามีล๊ะไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่รางวัลระดับโลก แต่เธอได้นำเงินรางวัลและความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดด้วยการเปิด “อาร์ตสตูดิโอ” ในจังหวัดนราธิวาส เพื่อเป็นพื้นที่ให้เยาวชนและคนในชุมชนได้เข้ามาสัมผัสศิลปะและใช้เป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ “เราอยากสร้างต้นแบบให้ศิลปินสตรีมุสลิมรุ่นใหม่เห็นว่าพวกเขาสามารถประสบความสำเร็จได้” เธอตั้งใจที่จะมอบแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังก้าวออกจากกรอบความกลัวและกล้าที่จะแสดงศักยภาพของตนเอง สำหรับเธอ ยูโอบีจึงไม่ใช่แค่ผู้จัดประกวด แต่เป็นครอบครัวที่คอยซัพพอร์ตทั้งในด้านทุนทรัพย์และจิตใจมาโดยตลอด

ยูโอบี

คุณธัญภัทร มานะสาระกุล: ศิลปินรุ่นใหม่กับการใช้พู่กันวิพากษ์โลกเทคโนโลยี

ศิลปินน้องเล็กที่สุดในกลุ่มคือ คุณธัญภัทร มานะสาระกุล หรือ “น้องปุ๊บปั๊บ” นักศึกษาปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้คว้ารางวัล Most Promising Artist of the Year ประจำปี 2568 เธอเล่าว่าความสำเร็จครั้งนี้เปรียบเสมือนการปลดล็อกความกังวลและพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่าแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่ก็ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผลงาน “Ctrl + Alt + Destruct” ของเธอได้ไปอวดโฉมที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การสร้างเครือข่ายศิลปินในอาเซียนที่สำคัญตั้งแต่วันที่เธอยังเรียนไม่จบ

ผลงานของเธอมีความโดดเด่นในการตั้งคำถามกับสังคมยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เธอเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือน “ดาบสองคม” เธอใช้ภาพสัญลักษณ์ของระเบิดที่สร้างจากกลุ่มคีย์บอร์ดเพื่อสะท้อนถึงภัยคุกคามที่อาจแฝงมากับการใช้เทคโนโลยีโดยขาดสติ “เราต้องการสื่อสารประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมผ่านลูกเล่นที่น่าสนใจ เพื่อให้คนดูได้หยุดคิดและฉุกใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว” คุณธัญภัทรกล่าวถึงแนวคิดที่ทำให้ผลงานของเธอชนะใจกรรมการและดึงดูดความสนใจจากผู้ชมชาวต่างชาติได้อย่างมาก

“ตัวตนมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ค่ะ มันเหมือนกับเพชรเม็ดงามที่อยู่เหนือกาลเวลา ต่อให้เราทำเทคนิคดีประณีตขนาดไหน เราอาจจะแข่งกันได้ในเชิงเทคนิค แต่ตัวตนมันแข่งกันไม่ได้ค่ะ”

ในมุมมองของ “ยังเจ็น” (Young Gen) การได้รับการสนับสนุนจากเครือข่าย UOB Artist Alumni Network ช่วยให้เธอมองเห็นเส้นทางอาชีพศิลปินที่ชัดเจนและมั่นคงขึ้น แม้จะมีความกังวลเรื่องการแข่งขันในอุตสาหกรรมศิลปะ แต่เธอก็พร้อมที่จะพัฒนาตนเองต่อไปโดยยึดมั่นใน “ตัวตน” ที่เป็นเอกลักษณ์ “งานศิลปะคือการกล้าคิด กล้าทดลอง และค้นหารสชาติใหม่ๆ ให้กับโลก” เธอมุ่งหวังที่จะเติบโตเป็นศิลปินอิสระที่สามารถสื่อสารกับโลกได้มากขึ้น และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการศิลปะไทยให้มีหน้ามีตาในระดับโลกได้อย่างสง่างามสืบไป

พลังแห่งความร่วมมือและก้าวต่อไปของศิลปินไทยบนเวทีโลก

บทสนทนาจากศิลปินทั้ง 3 ท่านได้สะท้อนภาพรวมของวงการศิลปะไทยในปัจจุบันว่ามีศักยภาพสูงและพร้อมที่จะ “โกอินเตอร์” หากได้รับการสนับสนุนที่ถูกจุด ศิลปินรุ่นพี่อย่างคุณปานพรรณได้ให้ข้อคิดว่าความอดทนและความต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่คุณยามีล๊ะเน้นย้ำถึงการใช้ศิลปะเพื่อชุมชน และคุณธัญภัทรแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการตั้งคำถามกับโลก ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารยูโอบีในการเฟ้นหาและส่งเสริมศิลปินทุกระดับ เพื่อให้ศิลปะไทยเป็นพลังขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ศิลปินทั้ง 3 ท่านยังได้ฝากประเด็นถึงความต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเรื่องของ “พื้นที่แสดงออก” และ “ทุนสนับสนุนอุปกรณ์” ที่มีราคาสูงขึ้น พวกเขามองว่าหากมีการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ตั้งแต่วันเริ่มต้นอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดการสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพออกจากวงการไปอย่างน่าเสียดาย ยูโอบีจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้อุปถัมภ์ที่มองไกลกว่าการจัดประกวด และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะวิชาชีพในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของศิลปินทั้ง 3 ท่านบนเวทีโลกได้กลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ที่กำลังก้าวเข้าสู่การประกวดจิตรกรรม ยูโอบี ครั้งที่ 17 ในปีนี้ เวทีที่รอคอย “ผ้าใบที่ว่างเปล่า” ของศิลปินไทยหน้าใหม่ที่จะเข้ามาเขียนประวัติศาสตร์หน้าต่อไป การประกวดที่เปิดกว้างและมีมาตรฐานระดับสากลเช่นนี้ คือประตูบานสำคัญที่จะพาศิลปินไทยไปไกลกว่าที่เคยฝัน และสร้างโอกาสที่ไม่มีวันสิ้นสุดให้แก่ผู้ที่มีหัวใจรักในการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

#UOBPaintingOfTheYear #UOBPOY #ศิลปินไทยสู่สากล #การประกวดจิตรกรรม #UOBArtistAlumniNetwork #ArtInSoutheastAsia #ThaiContemporaryArt

Related Posts