คำว่าพลังงานนิวเคลียร์ในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่มักผูกติดอยู่กับความน่ากลัวและความกังวลด้านความปลอดภัย ทว่าในความเป็นจริง เทคโนโลยีชนิดนี้กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และการสร้างอธิปไตยทางพลังงานยุคใหม่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือ สทน. จึงเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านบทบาทเชิงรุกจากผู้ให้บริการไปสู่การสร้างเทคโนโลยี เพื่อรองรับทิศทางเศรษฐกิจอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านเทคโนโลยี นิวเคลียร์ ของประเทศไทยถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมีการแยกบทบาทระหว่างผู้กำกับดูแลกฎหมายและผู้ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ออกจากกัน โดยให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปศ.) ทำหน้าที่ออกกฎระเบียบและกำกับความปลอดภัย ขณะที่ สทน. ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชนเพื่อทำหน้าที่วิจัย พัฒนา และให้บริการเทคโนโลยีรังสีอย่างคล่องตัว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากนิวเคลียร์ได้อย่างแท้จริงและปลอดภัย
โครงสร้างการบริหารจัดการ นิวเคลียร์ ระดับประเทศนี้มีคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคอยดูแลเชิงนโยบาย ทำให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมรังสีในภาคส่วนต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีทิศทาง ทั้งในด้านการแพทย์ การเกษตร และอาหาร ซึ่งถือเป็นสองรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การส่งเสริมเทคโนโลยีรังสีจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นนวัตกรรมใกล้ตัวที่จับต้องได้และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
ยกระดับเวชศาสตร์นิวเคลียร์ สร้างความมั่นคงทางการแพทย์ยุค Super Aging
เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด หรือ Super Aging Society อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคซับซ้อนโดยเฉพาะโรคมะเร็งจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สทน. ได้ก้าวเข้ามาเป็นแกนหลักของประเทศในการผลิตสารเภสัชรังสีส่งมอบให้กับโรงพยาบาลเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐและผู้ป่วยลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในแต่ละปี การผลิตสารเภสัชรังสีของ สทน. สามารถสร้างยอดขายตรงได้ราว 50-60 ล้านบาท แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมกลับมีมูลค่าสูงถึง 300-400 ล้านบาท โดยรองรับผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องใช้วิธีการรักษาด้วยรังสีประมาณ 30,000 ถึง 40,000 กว่ารายต่อปี จากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ปีละกว่า 100,000 ราย การผลิตสารเภสัชรังสีขึ้นเองภายในประเทศจึงช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพงได้อย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายถัดไปของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์ ไม่ใช่เพียงการดูแลคนไทยเท่านั้น แต่เป็นการสนับสนุนเป้าหมายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติจากทั้งภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง และอินเดีย ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ
“โจทย์ของเราคือเรื่องของอาหารและสมุนไพรที่เราต้องเอาเทคโนโลยีรังสีไปช่วยเพิ่มโอกาส อาหารพื้นถิ่นไทย คนชอบ ทำอย่างไรถึงมีโอกาสส่งไปขายอเมริกา ยุโรป มาตรฐานมันสำคัญ เพราะฉะนั้นการฆ่าเชื้อและระบบมาตรฐานต้องมา” — รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)
ปลุกชีพอาหารพื้นถิ่น-สมุนไพร ยืด Shelf Life สู้ตลาดโลก
ภาคการเกษตรและอาหารถือเป็นหัวใจหลักอีกด้านที่ สทน. นำเทคโนโลยีการฉายรังสีเข้าไปยกระดับมูลค่าอย่างชัดเจน ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และจุลินทรีย์ในอาหารสดและอาหารแปรรูป ซึ่งได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) ตัวอย่างที่ผู้บริโภคคุ้นเคยคือ “แหนมฉายรังสี” ที่ช่วยยับยั้งพยาธิในอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และตอกย้ำความมั่นใจให้ผู้บริโภคมานานหลายทศวรรษ
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการ “อาหารพื้นถิ่นฉายรังสี” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในทุกภูมิภาค แก้ปัญหาอาหารพื้นถิ่นที่มักตกมาตรฐานความปลอดภัยเนื่องจากปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น ปูดอง แหนม ปลาส้ม และสินค้ากลุ่มหม่ำชัยภูมิ กระบวนการฉายรังสีช่วยยืดอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) จากเดิมเพียง 1 สัปดาห์ ขยายออกไปเป็น 1 เดือนถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ส่งผลให้ผู้ประกอบการขยายตลาดทั่วประเทศและส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากอาหารแล้ว ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เช่น ยาดมผงสมุนไพรตรา “หงส์ไทย” ซึ่งเป็นสินค้าชูโรงที่ไม่สามารถใช้ความร้อนในการฆ่าเชื้อได้เพราะจะทำให้น้ำมันหอมระเหยระเหยหายไป ก็ได้นำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาใช้แก้ปัญหาเชื้อราและแบคทีเรีย จนสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การฉายรังสี จึงเป็นทางออกสำคัญที่ช่วยคงคุณประโยชน์และกลิ่นหอมของสมุนไพรไว้อย่างสมบูรณ์
ผุด “ศูนย์ฉายภูมิภาค” 4 แห่งทั่วไทย กระทุ้งนวัตกรรมเกษตรยุคโลกร้อน
เพื่อทลายขีดจำกัดด้านการขนส่งสินค้าที่เดิมต้องส่งมาฉายรังสีที่จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว สทน. จึงเร่งขับเคลื่อนโครงการ “ศูนย์ฉายภูมิภาค” ใน 4 จุดทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคใต้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ โดยตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมหาศาล ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการยื่นของบประมาณ
ศูนย์ฉายภูมิภาคแห่งใหม่นี้จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้แท่งสารรังสีโคบอลต์-60 (Cobalt-60) ไปสู่การใช้ “เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดและเป็นพลังงานสีเขียวตามมาตรฐานสากล ทำงานคล้ายกับคลื่นไมโครเวฟที่เมื่อปิดเครื่องจะไม่มีรังสีตกค้างทันที โดย สทน. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาเครื่องต้นแบบขึ้นเองภายในประเทศเรียบร้อยแล้ว

ด้านนวัตกรรมทางการเกษตร สทน. ยังได้ใช้นิวเคลียร์ปรับปรุงสายพันธุ์พืชให้ทนทานต่อสภาวะโลกร้อน เช่น การพัฒนาพริกทนโรคแอนแทรคโนส ข้าวทนน้ำเค็มและน้ำท่วม รวมถึงการใช้นวัตกรรมรังสีสร้างวัสดุอุ้มน้ำ “SWA” (Super Absorbent Polymer) ซึ่งทำมาจากแป้งมันสำปะหลังนำมาผ่านการฉายรังสี เมื่อผสมลงในดินจะช่วยดูดซับน้ำไว้ในรากพืช ค่อยๆ คายน้ำในช่วงแล้ง สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยได้สูงถึง 40% และเป็นวัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายใน 2 ปี ไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก
เตรียมความพร้อมพลังงาน SMR ควบคู่การสร้าง “เครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน” แห่งแรกในอาเซียน
ในมิติพลังงานสะอาด ประเทศไทยได้บรรจุเป้าหมายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ ไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นองค์กรสนับสนุนทางเทคนิคร่วมกับกระทรวงพลังงาน ในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการกากรังสี และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) เพื่อผลิตบุคลากรรองรับ

“การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงพลังงาน สทน. มีหน้าที่เป็น Technical Organization เป็นหน่วยงานวิชาการ เราจะช่วยทั้งเรื่องเทคนิควิชาการ การจัดการกากรังสี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมพร้อมรองรับโรงไฟฟ้า SMRs” — รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)
ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดของ สทน. คือการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของภูมิภาค (ASEAN Fusion Hub) จากความอนุเคราะห์และพระบารมีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทำให้ไทยได้รับมอบชิ้นส่วนเครื่องปฏิกรณ์โทคาแมกจากสถาบันพลาสม่าฟิสิกส์ ประเทศจีน (ASIPP) นำมาศึกษาร่วมกับนักวิจัยจีนและประกอบขึ้นใหม่ในไทยจนสามารถเดินเครื่องวิจัยพลาสม่าอุณหภูมิสูง 5 ล้านองศาเซลเซียสได้สำเร็จ
ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีเครื่องปฏิกรณ์โทคาแมกเพื่อการศึกษานิวเคลียร์ฟิวชัน และกำลังขยายความร่วมมือทางการวิจัยร่วมกับนักวิจัยจากสิงคโปร์ มาเลเซีย แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน การทดลองพลังงานฟิวชันซึ่งเป็นพลังงานสะอาดขั้นสุดที่ไม่ทิ้งกากกัมมันตรังสี ถือเป็นการปูทางไปสู่เทคโนโลยีพลังงานในอีก 20 ปีข้างหน้า รองรับความต้องการพลังงานที่มั่นคงของ Data Center และระบบ AI ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

จากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง เดินหน้าสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยีพลังงาน
ประสบการณ์จากการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยของไทยมายาวนานกว่า 63 ปี เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าประเทศไทยมีระบบการกำกับดูแลและความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ที่ได้มาตรฐานสากล โดยเครื่องปฏิกรณ์วิจัยนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการผลิตสารเภสัชรังสี การถ่ายภาพนิวตรอนเพื่อตรวจสอบวัตถุโบราณ ตลอดจนการวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นละออง PM 2.5 จากองค์ประกอบทางเคมี เพื่อให้รัฐบาลนำไปกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
ทว่า บทเรียนในอดีตเรื่องการต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ทำให้ สทน. กำหนดหมุดหมายใหม่ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนบริบทของประเทศจาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้สร้าง” เน้นการพึ่งพาตนเองเชิงวิศวกรรม พัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคและเทคโนโลยีรังสีขึ้นเอง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
หมุดหมายในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า สทน. พร้อมที่จะเป็นเสาหลักในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลัง ทั้งการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ การยกระดับเกษตรและอาหาร ตลอดจนการเตรียมฐานพลังงานสะอาดที่มั่นคง เพื่อสร้างอธิปไตยทางพลังงานและส่งต่อความมั่นคงยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในอนาคต
เสียงสะท้อนจากนักวิชาการนานาชาติต่อ บทบาท สทน. บนเวทีโลก
ความสำเร็จในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงส่งผลดีภายในประเทศ แต่ยังเป็นที่ประจักษ์ในสายตานานาชาติ โดยในงานประชุมวิชาการระดับโลก INST Conference 2026 ผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศได้ให้ทรรศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับศักยภาพของไทย
Prof. Dr. Muhammad Rifai จากอินโดนีเซีย กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงาน INST Conference ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ TINT โดยมองว่า TINT มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยเฉพาะในอาเซียน ผ่านการสนับสนุนด้านสาธารณสุข การแพทย์ การเกษตร และพลังงาน” เขายังระบุเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดจากงานคือการที่ TINT เปิดตัว Tokamak ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันเครื่องแรกของอาเซียน นี่เป็นก้าวสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานฟิวชัน เพื่อสร้างอนาคตด้านพลังงานที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”
สอดคล้องกับ Dr. Muhammad Rawi Bin Mohamed Zin ผู้อำนวยการ Malaysia Nuclear Agency ผู้ซึ่งเห็นพัฒนาการของงาน INST Conference มาอย่างต่อเนื่อง ได้สะท้อนความประทับใจว่า “ได้เห็นพัฒนาการของงาน INST Conference อย่างชัดเจน โดยมองว่างานในปัจจุบันมีคุณภาพดีขึ้นมาก ทั้งด้านการจัดงานและเนื้อหาทางวิชาการ สิ่งที่ประทับใจคือ การนำเสนอผลงานวิจัยทั้งแบบบรรยายและโปสเตอร์ที่เน้นพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันวิจัย” พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่ออนาคตว่า “หากต้องการยกระดับงานสู่เวทีโลก จำเป็นต้องมีหัวข้อวิจัยที่โดดเด่นหรือวิทยากรระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง เพื่อดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายในภูมิภาคเป็นก้าวสำคัญก่อนขยายสู่ระดับสากล”
ด้าน WANG Yibo จากจีน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเวทีนี้ว่า “การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจแนวโน้มการพัฒนาล่าสุดของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สำคัญ ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศต่าง ๆ และวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอนาคต” พร้อมคาดหวังว่าความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างจีนและไทยจะเติบโตและก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
#สทน #เทคโนโลยีนิวเคลียร์ #พลังงานสะอาด #SMR #นวัตกรรมอาหาร #นิวเคลียร์เพื่อการแพทย์
#พลังงานฟิวชัน #เศรษฐกิจไทย





