ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ไปรษณีย์ไทยไม่เพียงแค่ปรับตัวเพื่ออยู่รอด แต่กำลังยกระดับองค์กรจากผู้ให้บริการขนส่งดั้งเดิม สู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ใหม่ RelationSHIFT
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้อ่าน
-
ไปรษณีย์ไทยปักธงก้าวสู่ปีที่ 144 ด้วยกลยุทธ์ RelationSHIFT เพื่อรุกสู่การเป็น Lifestyle Logistics Brand ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนทุกเจเนอเรชัน
-
โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่งด้วยรายได้รวมปี 2568 กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท โดยมีบริการส่งด่วน EMS เป็นหัวเจาะสำคัญทำรายได้ทะลุ 9.5 พันล้านบาท
-
กระทรวงดีอีพร้อมดันไปรษณีย์ไทยเข้าสู่ Digital Public Infrastructure (DPI) โดยร่วมมือกับ 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเชื่อมโยงสินค้าเกษตร สินค้า Made in Thailand และผู้ประกอบการ SME ผ่านแพลตฟอร์ม Thailandpostmart
-
กำหนดทิศทางพัฒนาองค์กรระยะยาวด้วยกรอบ POSTsible Next ผ่าน 4 เสาหลัก พร้อมวางแผนขับเคลื่อนระยะ 2 ปี (พ.ศ. 2569–2570) มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากระบบ CRM ข้อมูล และ AI
ก้าวสู่ปีที่ 144 กับการยกระดับสู่ Lifestyle Logistics Brand
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 144 ของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารและขนส่งแห่งนี้ ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และแพลตฟอร์มออนไลน์ ไปรษณีย์ไทยได้ประกาศทิศทางองค์กรใหม่ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงแค่บทบาทผู้ให้บริการรับส่งพัสดุและเอกสารแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นแบรนด์โลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน หรือ Lifestyle Logistics Brand ที่พร้อมให้บริการแก่คนทุกเจเนอเรชันอย่างแท้จริง
การปรับตัวครั้งนี้เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันในตลาดบริการขนส่งด่วนที่รุนแรง และการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทำให้องค์กรต้องเปลี่ยนโจทย์จากการเน้นปริมาณการขนส่งเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างคุณค่าที่ตรงใจผู้ใช้บริการ โดยผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยสามารถสร้างรายได้รวมได้สูงถึง 22,172.57 ล้านบาท และในครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงรักษาอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยรายได้ 11,368.25 ล้านบาท

สำหรับโครงสร้างรายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในสัดส่วน 51.33% ตามมาด้วยบริการไปรษณีย์ภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86% โดยมีบริการส่งด่วน EMS ซึ่งครบรอบ 40 ปีในปีนี้ เป็นผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้ให้แก่องค์กรอย่างมหาศาลถึง 9,570.82 ล้านบาทในปี 2568 และในครึ่งปีแรกของปี 2569 ปริมาณงานยังคงเติบโตขึ้น 1.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปี 2569 บริการ EMS จะสามารถทำรายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาทได้อย่างแน่นอน
ผสานความร่วมมือ 3 กระทรวง ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ
บทบาทของไปรษณีย์ไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่ ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการผลักดันให้เครือข่ายบริการที่มีมากกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ หรือ Digital Public Infrastructure (DPI) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการสื่อสารและการขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ช่วยให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน สามารถเข้าถึงตลาดดิจิทัล บริการภาครัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
เพื่อปฏิบัตินำร่องให้เกิดผลเป็นรูปธรรม กระทรวงดีอีได้สนับสนุนการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างไปรษณีย์ไทยกับหน่วยงานภาครัฐระดับประเทศ โดยได้ทำความร่วมมือกับ 3 กระทรวงหลัก ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดกว้างขึ้น ผ่านศักยภาพของเครือข่ายขนส่งและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขององค์กรอย่าง Thailandpostmart ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าตัวท็อปทั่วไทย สินค้า Made in Thailand และสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ
“การก้าวสู่ปีที่ 144 ของไปรษณีย์ไทย เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับองค์กรจากผู้ให้บริการไปรษณีย์และโลจิสติกส์ สู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งโอกาสของประเทศ ที่พร้อมเชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกัน ผ่านเครือข่ายที่คนไทยไว้วางใจ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากให้เข้าถึงตลาดและบริการดิจิทัลได้มากยิ่งขึ้น กระทรวงดีอีพร้อมสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ไปรษณีย์ไทยใช้ศักยภาพของเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่สร้างบริการใหม่ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างครอบคลุมและยั่งยืน”
— นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ขับเคลื่อนกลยุทธ์ RelationSHIFT เปลี่ยนข้อมูลเป็นคุณค่าเชิงธุรกิจ
เพื่อต่อยอดการเติบโตในระยะยาว ไปรษณีย์ไทยได้วางกลยุทธ์หลักที่เรียกว่า RelationSHIFT ซึ่งเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ จากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการพึ่งพาปริมาณการขนส่งเพียงอย่างเดียว (Volume-Based Growth) ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและคุณค่าใหม่จากข้อมูล ความเข้าใจผู้ใช้บริการ และความร่วมมือกับพันธมิตร (Value-Based Growth) โดยนำระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และข้อมูลจากทุก จุดสัมผัสบริการ (Touch Point) มาพัฒนาเป็นโซลูชันและโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ องค์กรยังได้กำหนดกรอบการดำเนินงานภายใต้แนวคิด POSTsible Next ซึ่งประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ POSTsible Productivity มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและใช้ประโยชน์จากเครือข่ายสูงสุด , POSTsible People ยกระดับการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพของประชาชน , POSTsible Planet ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และ POSTsible Positive Impact การสร้างคุณค่าเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำทางหรือ Companionship Navigator ที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้บริการในทุกช่วงชีวิต
“การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี AI และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กำลังเปลี่ยนโจทย์การเติบโตขององค์กร จากการแข่งขันด้วยประสิทธิภาพและขนาดธุรกิจ ไปสู่การสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และการพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ POSTsible Next ไม่ใช่เพียงแนวคิดในการพัฒนาองค์กร แต่เป็นกรอบการสร้างการเติบโตในระยะยาว ที่ต่อยอดจากบทบาทของไปรษณีย์ไทยในฐานะ Companionship Navigator ซึ่งมุ่งอยู่เคียงข้างผู้ใช้บริการในทุกช่วงของชีวิตและการดำเนินธุรกิจ”
— ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
แผนงานปี 2569–2570 ปักธงสว่างสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสังคม
ในการแปลงกลยุทธ์ RelationSHIFT ไปสู่การปฏิบัติจริงให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ไปรษณีย์ไทยได้จัดทำแผนขับเคลื่อนองค์กรในช่วงปี พ.ศ. 2569 ถึง 2570 ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ประการแรก Trusted Data-Driven Infrastructure การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ข้อมูล และระบบดิจิทัลมาพัฒนากระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือสูงสุด เพื่อรองรับการเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ประการที่สอง Customer-Centric Growth Enabler การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางโดยนำข้อมูลเชิงลึกมาพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อช่วยเร่งการเติบโตให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และพันธมิตรทางธุรกิจ และประการสุดท้าย National Trust-Based Social Infrastructure การยกระดับเครือข่ายและความไว้วางใจของประชาชน ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่เชื่อมประสานระหว่างภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
“Lifestyle Logistics Brand คือเป้าหมายการเติบโตระยะต่อไปของไปรษณีย์ไทย ที่มุ่งยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สู่ผู้เชื่อมโยงสินค้า บริการ ข้อมูล และโอกาสทางธุรกิจ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจของคนไทย พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”
— ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
#ไปรษณีย์ไทย #กระทรวงดีอี #RelationSHIFT #LifestyleLogistics #Thailandpostmart #เศรษฐกิจดิจิทัล #EMS

