ท่ามกลางวงล้อเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง การดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้ก้าวทันบริบทการค้าข้ามชาติกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เอสซีจีจึงจับมือพันธมิตรเปิดเวทีเฟ้นหานักคิดรุ่นใหม่ ร่วมวางกลยุทธ์เจาะตลาดจีนอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปลี่ยนบทเรียนจากการลงมือทำจริงให้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตอย่างมั่นคง
เปิดประตูองค์กรแห่งโอกาสสร้างผู้นำอนาคตผ่านการลงมือทำจริง
ปี 2026 โลกยังคงเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ รวมถึงการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ทว่าประเทศจีนกลับยิ่งฉายภาพบทบาทความเป็นชาติมหาอำนาจที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการปรับใช้นวัตกรรมเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน ทางเอสซีจีในฐานะองค์กรชั้นนำจึงมองเห็นว่าจีนคือหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์หลักที่ครอบคลุมโอกาสด้านนวัตกรรม การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างแท้จริง
จากความเชื่อมั่นว่าทรัพยากรบุคคลคือหัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความสำเร็จ องค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 113 ปีอย่างเอสซีจี จึงเดินหน้าตอกย้ำแนวคิด “องค์กรแห่งโอกาส” (Organization of Possibilities) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจับมือร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการศึกษาพันธมิตรหลัก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จัดทำโครงการ “Possibilities Space for Young Talent Program 2026” ขึ้น โดยมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) ผ่านการทำงานข้ามศาสตร์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพในการวางกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจกับประเทศจีน
การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เนื้อหาในตำราเรียนเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง คิด วิเคราะห์ และแก้โจทย์ธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงในตลาดการค้า ดังที่ นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้กล่าวย้ำถึงหัวใจสำคัญของโครงการนี้ไว้ว่า “สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดจากโครงการไม่ใช่รางวัลที่ได้รับ แต่คือการได้บทเรียน (Lesson Learned) ที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำจริง การกล้าคิด กล้าลอง และการเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Possibilities Space for Young Talent Program 2026 จึงเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงโลกการศึกษาเข้ากับโลกธุรกิจ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเตรียมความพร้อมสู่การเป็น Future Workforce ที่พร้อมสร้างคุณค่าให้กับองค์กร สังคม และประเทศในอนาคต”
การหลอมรวมทักษะข้ามสายงานและการเปิดรับนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ
เพื่อเป็นการตอกย้ำการสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่กว้างขวาง โครงการในปีนี้ได้ขยายโอกาสจากการรับเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปสู่การเปิดรับนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นิสิตนักศึกษาในโครงการฝึกงานภาคฤดูร้อน Excellent Internship Program (EIP) ของเอสซีจี และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วไปผ่านระบบ Open Application ที่มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมหลายร้อยคน และมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้มข้นจำนวน 30 คน

ตลอดระยะเวลา 7 สัปดาห์ของการอบรมเข้มข้น ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 98 คน ถูกจัดแบ่งออกเป็น 12 ทีมจำลอง โดยในแต่ละทีมจะประกอบด้วยนักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ศิลปศาสตร์ และสังคมศาสตร์ การจัดโครงสร้างเช่นนี้เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมการทำงานจริงที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันแบบข้ามศาสตร์ (Multidisciplinary Collaboration) เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมได้นำมุมมองและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาตกผลึกร่วมกันในการวิเคราะห์ปัญหา
ผลจากการออกแบบกระบวนการดังกล่าวทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์สำคัญถึง 6 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง (Action Learning), การทำงานร่วมกับคนต่างสายงาน, การได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ (Mentorship) รวมไปถึงโอกาสแสดงศักยภาพ (Shining & Learning), การเปิดประตูสู่อาชีพในอนาคตกับเอสซีจี (Career Opportunity) และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เช่น AI, Business Thinking และ ESG จนกระทั่งเค้นออกมาเป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่แหลมคม 4 แนวทางจาก 4 ทีมชนะเลิศในที่สุด
สกัดมูลค่าแร่หินและยกระดับวัตถุดิบสู่การเป็นพันธมิตรต้นน้ำรถยนต์ไฟฟ้า
เริ่มต้นที่ทีมผู้ชนะเลิศในโจทย์ “Minerals China Market” ได้แก่ ทีม 9 (Q2P) ซึ่งนำเสนอแนวคิด “พลิกหินหลักร้อยสู่ผงหลักพัน” โดยเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหินปูนดิบจากเหมืองของเอสซีจี ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผงแคลเซียมคาร์บอเนตคุณภาพสูงที่มีสเปกตรงตามความต้องการของโรงงานผลิตพื้น SPC จากประเทศจีนที่กำลังย้ายและขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย เปลี่ยนสถานะของเอสซีจีจากการเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านโซลูชัน และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายแพ็กเกจคู่อยู่กับผลิตภัณฑ์ PVC ของเอสซีจีเพื่อครอบครองห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างสมบูรณ์
ในส่วนของโจทย์ “China Market Entry & Expansion Strategy” ผู้ชนะได้แก่ ทีม 3 กับแนวคิดการพาตนเองไปเป็น “Certified Upstream Enabler” เบื้องหลังห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในประเทศจีน โดยทีมเห็นโอกาสจากการเติบโตของตลาด EV และข้อจำกัดของผู้ผลิตชิ้นส่วนในจีนที่ขาดแคลนวัตถุดิบรีไซเคิลซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสากล จึงเสนอให้นำนวัตกรรม SCGC GREEN POLYMER™ เข้าไปทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบเกรดพรีเมียม พร้อมบริการยื่นขอรับรองมาตรฐานเพื่อช่วยลดความซับซ้อนและเวลาในการดำเนินงานของผู้ประกอบการ
ความโดดเด่นของทีม 3 ยังครอบคลุมถึงการใช้กลยุทธ์กำหนดราคาแบบ Decoy Pricing เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเลือกซื้อผลิตภัณฑ์พรีเมียมพร้อมบริการการรับรองมาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงเชิงธุรกิจ อีกทั้งแนวคิดนี้ยังตอบโจทย์นโยบาย Inclusive Green Growth ของเอสซีจีที่เน้นย้ำว่าธุรกิจสิ่งแวดล้อมต้องสร้างกำไรได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสมาชิกในทีมที่สะท้อนว่า โครงการนี้ทำให้เห็นภาพการนำเทคโนโลยีรีไซเคิลระดับสูงมาประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจจริงที่ตอบรับกับเทรนด์ของโลกยุคใหม่
ผสานนวัตกรรมวัสดุสีเขียวด้วย AI และกลยุทธ์เจาะตลาดต่างแดน
ทางด้านโจทย์ “China Globalization in SE Asia” ชัยชนะตกเป็นของ ทีม 10 (ชีวาชีวาย) ที่นำเสนอโมเดลธุรกิจรับมือโลกร้อนผ่านตลาดก่อสร้างสีเขียว (Green Building) ด้วยการนำเสนอวัสดุฉนวนประสิทธิภาพสูง Nano Silica Aerogel ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสีเขียว นำมาจับคู่กับเทคโนโลยี AI Carbon Platform เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการและคำนวณข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างแม่นยำ นับเป็นการดึง Know-how จากพันธมิตรในจีนมายกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมให้กับเอสซีจีและภาคอุตสาหกรรมไทยได้อย่างลงตัว
ขณะที่ทีม 8 (มาเก๊า 888) สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในโจทย์ “China as a High-Quality Sourcing Hub” ควบรางวัลพิเศษ Best Pitching Award ไปครองอย่างสมเกียรติ จากการนำเสนอกลยุทธ์ “Ocean Strategy” เพื่อรุกตลาดวัสดุก่อสร้างในประเทศนิวซีแลนด์ โดยใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ Asset-light อาศัยความเชี่ยวชาญของเอสซีจีในการคัดเลือกโรงงานผลิตที่มีคุณภาพสูงจากจีนภายใต้มาตรฐานเอสซีจี แล้วทำการส่งออกไปตอบโจทย์ความต้องการวัสดุก่อสร้างเขียวในนิวซีแลนด์อย่างเป็นระบบ
ความสำเร็จของทั้ง 4 ทีม สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการเรียนรู้จากการลงมือแก้โจทย์จริงร่วมกับคนต่างสายงาน สามารถเจียระไนความคิดของคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นข้อเสนอทางธุรกิจที่มีความเป็นไปได้สูง พร้อมทั้งเปิดทางให้เยาวชน เจน Z ได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง เป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังคนล่วงหน้า (Ready to Run) เพื่อให้คนรุ่นใหม่พร้อมที่จะก้าวเข้ามาสร้างคุณค่าให้กับองค์กร ภาคธุรกิจ และสังคมไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
#SCG #PossibilitiesSpace2026 #องค์กรแห่งโอกาส #GenZ #นวัตกรรมสีเขียว #ธุรกิจจีน #SCGCGreenPolymer

