สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) รายงานความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนในประเทศไทยไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เติบโตแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาทองคำที่ปรับฐานลง จูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อในจังหวะราคาอ่อนตัว ส่งผลให้ไทยและอินโดนีเซียกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุปสงค์ทองคำในภูมิภาคอาเซียน
ตลาดทองคำไทยไตรมาส 2 โตสวนกระแสด้วยแรงซื้อทองคำแท่งและเหรียญ
ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 10.9 ตัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2562 ผลจากการปรับฐานราคาทองคำในประเทศที่ช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนทยอยเข้าสะสม สวนทางกับอุปสงค์ทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกที่ลดลงเล็กน้อย 3% ขณะที่อุปสงค์รวมช่วงครึ่งปีแรกทั่วโลกยังขยายตัวได้ 21% จากแรงหนุนในไตรมาสแรก
คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของสภาทองคำโลก เปิดเผยว่า ตลาดทองคำของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมากในไตรมาสที่ 2 แม้ความต้องการลงทุนจะชะลอตัวลงจากระดับสูงในช่วงต้นปี แต่นักลงทุนไทยยังให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยจังหวะราคาอ่อนตัวเข้าซื้อ นอกจากนี้ ตลาดยังเห็นการเข้ามามีส่วนร่วมของนักลงทุนรุ่นใหม่และการเติบโตของบัญชีออมทอง เนื่องจากคนไทยรุ่นใหม่มองว่าทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินและตลาด
ภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนต่อไป ทองคำได้พิสูจน์บทบาทในการเป็นสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อรวมกับการขยายตัวของการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนทองคำ ยิ่งช่วยตอกย้ำให้ประเทศไทยและอาเซียนมีศักยภาพสูงในการรักษาบทบาทการเป็นแหล่งอุปสงค์ทองคำที่สำคัญในอนาคต
ภาพรวมความต้องการทองคำทั่วโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคเครื่องประดับ
ในภาพรวมทั่วโลก ความต้องการทองคำไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 1,269 ตัน เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี ส่งผลให้อุปสงค์ทองคำรวมครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 2% แตะระดับ 2,522 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ด้านการลงทุนในกองทุน ETF ทองคำและเหรียญทองคำลดลงมาอยู่ที่ 262 ตันในไตรมาสที่ 2 จากกระแสเงินทุนไหลออก 45 ตัน แต่ยอดรวมครึ่งปีแรกของกองทุน ETF ในภูมิภาคเอเชียยังคงโดดเด่นที่สุดในโลกด้วยยอดเงินไหลเข้าสุทธิ 70 ตัน
สำหรับตลาดเครื่องประดับทองคำในประเทศไทย ไตรมาสที่ 2 ลดลง 5% มาอยู่ที่ 1.6 ตัน ผลจากความผันผวนของราคาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค เช่นเดียวกับความต้องการเครื่องประดับทองคำทั่วโลกที่ลดลง 17% เหลือ 278 ตัน เนื่องจากผู้บริโภคปรับพฤติกรรมหันไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบาลง อย่างไรก็ดี มูลค่าความต้องการเครื่องประดับทองคำครึ่งปีแรกทั่วโลกยังคงเติบโต 22% คิดเป็นมูลค่ารวม 8.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโส สภาทองคำโลก ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงต้นปีได้ชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 2 และเข้าสู่ช่วงปรับฐานเคลื่อนไหวทรงตัว แต่ตลาดทองคำยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างดีในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงและเครื่องมือรักษามูลค่า สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 กิจกรรมในตลาด OTC และอุปสงค์จากนักลงทุนเอเชียคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทโดดเด่นขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ แม้จังหวะการซื้ออาจชะลอลงเล็กน้อยก็ตาม
ธนาคารกลางเดินหน้าสะสมทองคำสำรองต่อเนื่อง
ธนาคารกลางทั่วโลกมียอดซื้อทองคำสำรองสุทธิในไตรมาสที่ 2 รวม 289 ตัน เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากการสำรวจการถือครองทองคำสำรองประจำปีของสภาทองคำโลกระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 45% มีแผนที่จะเพิ่มการถือครองทองคำสำรองในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทองคำในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน
ด้านอุปทานทองคำรวมในไตรมาสที่ 2 ทรงตัวอยู่ที่ 1,269 ตัน โดยปริมาณการผลิตจากเหมืองทองคำเพิ่มขึ้น 2% แตะระดับ 966 ตัน ขณะที่ปริมาณการรีไซเคิลทองคำลดลง 6% ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 2 ปี 2569 (Gold Demand Trends Q2 2026 Report) ซึ่งรวมข้อมูลจาก Metals Focus ผ่านช่องทางของสภาทองคำโลก ทั้ง X (@goldcouncil) และ LinkedIn
#สภาทองคำโลก #ราคาทองคำ #อุปสงค์ทองคำ #ออมทอง #การลงทุนทองคำ #เศรษฐกิจไทย

