คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ พร้อมมอบหมายให้ตรวจพิจารณาร่างกฎหมายจำนวน 55 มาตรา และมอบหมายกรมพัฒนาธุรกิจการค้าปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ว่าด้วยบริษัทจำกัด เพื่อขจัดอุปสรรคทางกฎหมายและปลดล็อกเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่
การผลักดันกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเดิมของบริษัทจำกัดที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ ทั้งการขาดกลไกออกหุ้นกู้ การจัดสรรหุ้นให้พนักงานและนักลงทุน รวมถึงปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นกรอบกฎหมายทางเลือก (Optional Legal Framework) ที่ผู้ประกอบการสามารถเลือกเข้าสู่ระบบเพื่อรับสิทธิประโยชน์ได้ตามความพร้อม
เกณฑ์รับรองสตาร์ตอัป 4 มิติผ่านระบบ NIA
ร่างพระราชบัญญัติกำหนดนิยามธุรกิจสตาร์ตอัปที่เข้าข่ายได้รับการส่งเสริมไว้ 4 ประการ ประกอบด้วย การเป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งมาไม่เกิน 10 ปีนับถึงวันยื่นคำรับรอง มีรายได้เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีติดต่อกันไม่เกิน 300 ล้านบาท โดยสามารถออกกฎกระทรวงปรับเพิ่มเพดานรายได้ในอนาคตได้ ไม่เคยมีการจ่ายเงินปันผล และต้องไม่มีบริษัทอื่นถือหุ้นในลักษณะครอบงำหรือควบคุมกิจการ
ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะต้องยื่นแบบรับรองตนเอง (Self-declaration) ต่อ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดย สนช. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) พร้อมทั้งจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป เพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนในระดับประเทศ
นอกจากนี้ สนช. ยังได้รับอำนาจในการสนับสนุนเงินทุนรูปแบบต่างๆ ทั้งการให้กู้ยืม การเข้าถือหุ้น หรือการร่วมทุนกับสตาร์ตอัปและจัดตั้งนิติบุคคลร่วมทุน ซึ่งรายได้ที่ได้รับจากการดำเนินงานดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำส่งคลัง เพื่อนำมาหมุนเวียนใช้ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปอย่างต่อเนื่องตามภารกิจ
ปลดล็อก 5 มาตรา ป.พ.พ. เปิดทางออกหุ้นกู้-แปลงหนี้เป็นทุน
สิทธิประโยชน์หลักของกฎหมายฉบับนี้คือการยกเว้นข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยเปิดทางให้สตาร์ตอัปที่เป็นบริษัทจำกัดสามารถเสนอขายหุ้นต่อประชาชนและออกหุ้นกู้ได้ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ยกเว้นมาตรา 1102 และมาตรา 1229 รวมถึงอนุญาตให้นักลงทุนที่เป็นเจ้าหนี้สามารถหักหนี้เป็นค่าหุ้นหรือแปลงหนี้เป็นทุนได้ตามเงื่อนไขข้อตกลงการลงทุน ยกเว้นมาตรา 1119 วรรคสอง
พร้อมกันนี้ ยังปลดล็อกให้บริษัทสตาร์ตอัปสามารถแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญได้ตามข้อบังคับ ยกเว้นมาตรา 1142 อนุญาตให้บริษัทถือหุ้นตนเองหรือจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลภายนอกได้โดยไม่ต้องเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน เพื่อรองรับการทยอยให้หุ้น (Vesting) และโครงการจัดสรรหุ้นให้แก่พนักงานหรือกรรมการ (ESOP) รวมถึงการซื้อหุ้นคืนเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในการลงมติ (Deadlock) ยกเว้นมาตรา 1143 และมาตรา 1222
สำหรับสตาร์ตอัปที่พัฒนาและใช้เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ในด้านการเกษตรหรือสาขาอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายขยายเวลาเพิ่มเติมจาก 5 ปีเป็นสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ควบคู่ไปกับการประสานสิทธิประโยชน์เฉพาะด้าน ทั้งการตรวจลงตราทำงานของคนต่างด้าว สิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
เดินหน้าออกกฎหมายลูก 23 ฉบับหลังประชาพิจารณ์หนุน 97.2%
จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ พบว่าผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ร้อยละ 97.2 เห็นชอบให้เร่งประกาศใช้กฎหมายเฉพาะสำหรับธุรกิจสตาร์ตอัป ขณะที่ร้อยละ 2.8 เห็นว่าควรแก้ไขที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยตรง เนื่องจากเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการระดมทุนของภาคธุรกิจ
ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เตรียมแผนยกร่างกฎหมายลำดับรองจำนวน 23 ฉบับ และมติคณะรัฐมนตรีอีก 1 เรื่อง เพื่อรองรับการบังคับใช้ ควบคู่กับการประสานงานให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทจำกัดให้สอดคล้องกันทั้งระบบต่อไป
#ร่างพรบสตาร์ตอัป #สตาร์ตอัปไทย #สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #ปพพ #แก้กฎหมายบริษัทจำกัด #ระดมทุนสตาร์ตอัป #TheReporterAsia

