ไทยเปิดเวทีสหประชาชาติยกระดับสิทธิมนุษยชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนรับการค้าโลก

ไทยเปิดเวทีสหประชาชาติยกระดับสิทธิมนุษยชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนรับการค้าโลก
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 19 นาที

การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานโลกสู่มาตรฐานความยั่งยืนกำลังกลายเป็นมาตรการบังคับ ประเทศไทยเดินหน้าเป็นเจ้าภาพจัดเวทีระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ผลักดันกรอบกฎหมายธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนฉบับแรก เพื่อปลดล็อกโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

ผู้นำเอเชีย-แปซิฟิกขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน

การประชุม United Nations (UN) Responsible Business and Human Rights Forum, Asia-Pacific 2026 ครั้งที่ 8 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม ESCAP Hall ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ การประชุมระดับภูมิภาคในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Building Resilience, Advancing Rights” โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสำคัญระดับนานาชาตินี้

เวทีดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งนางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนจากหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (UN) ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจากนานาประเทศ การรวมตัวของผู้นำทุกภาคส่วนสะท้อนถึงการรับรู้ร่วมกันว่าประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมิใช่เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความอยู่รอดในระบบการค้าโลกยุคใหม่ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพมุ่งหวังใช้เวทีนี้ผสานกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวถึงบริบทและความท้าทายในปัจจุบันว่า

“การประชุม UN Responsible Business and Human Rights Forum, Asia-Pacific 2026 นับเป็นครั้งที่ 8 ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งการประชุมครั้งนี้ อยู่ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความแตกแยกทางเศรษฐกิจ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อทุกห่วงโซ่อุปทานและทุกชุมชน”

ไทยเปิดเวทีสหประชาชาติยกระดับสิทธิมนุษยชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนรับการค้าโลก
ไทยเปิดเวทีสหประชาชาติยกระดับสิทธิมนุษยชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนรับการค้าโลก

ปรับเปลี่ยนกติกาจากความสมัครใจสู่ข้อบังคับ

ในมิติเชิงนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค ประเทศไทยได้แสดงความเป็นผู้นำในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2562 ที่ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights หรือ NAP) แผนดังกล่าวมีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ให้เกิดผลจริง ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) พร้อมทั้งได้ริเริ่มยกร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 – 2575) คู่ขนานกันไปเพื่อสร้างความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์

ก้าวย่างสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมาย คือการเปลี่ยนผ่านจากความร่วมมือโดยสมัครใจไปสู่ข้อบังคับทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม ขณะนี้ภาครัฐกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่จะกำหนดให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตามหลักการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน (Human Rights and Environmental Due Diligence) นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในสังคมทุกมิติและในสถานที่ทำงาน

การยกระดับกรอบกฎหมายดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศโดยตรง มาตรการทางกฎหมายที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จะช่วยสร้างแต้มต่อสำคัญให้กับภาคธุรกิจไทยในการตอบรับกติกาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรปและประเทศคู่ค้าหลักทั่วโลก ซึ่งล้วนให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อมาตรฐานการประกอบธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

คุ้มครองแรงงานสู่มาตรฐานสากล

สำหรับภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มุ่งเน้นการดูแลกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ ประเทศไทยได้พัฒนาระบบคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกดขี่ในห่วงโซ่การผลิต การดำเนินงานดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับกลไกการประเมินระดับสากล โดยเฉพาะรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report หรือ TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่จะยกระดับมาตรฐานประเทศเข้าสู่ระดับ Tier 1 อย่างมั่นคง

เพื่อแปลงข้อกฎหมายไปสู่การปฏิบัติที่จับต้องได้ ภาครัฐได้จัดตั้งสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาที่เข้ามาดูแล ฟื้นฟูสภาพจิตใจ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างครบวงจร ทั้งนี้ ภาครัฐตระหนักดีว่าบทบัญญัติทางกฎหมายเพียงลำพังไม่อาจแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ หากปราศจากกลไกการคุ้มครองและการฟื้นฟูเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

การยกระดับระบบการคุ้มครองแรงงานและกลุ่มเปราะบางยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของสินค้าส่งออกจากประเทศไทยในตลาดโลก มาตรการคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ช่วยลดความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจไทยจะถูกกีดกันทางการค้าจากข้อกล่าวหาด้านแรงงานบังคับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการสร้างกลไกตรวจสอบและดูแล เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

เปิดกว้างความหลากหลายผลักดันเศรษฐกิจ

ในมิติของความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ประเทศไทยได้บังคับใช้พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อคุ้มครองมิให้มีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและการแสดงออกทางเพศ กลไกนี้มีผลบังคับใช้ทั้งในสถานที่ทำงานและในสังคมโดยรวม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเปิดกว้างสำหรับการทำงาน โดยในปัจจุบัน กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาให้เท่าทันกับพัฒนาการของมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางนิติบัญญัติครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองสิทธิการสมรสของคู่รักทุกคู่โดยไม่จำกัดเพศตามกฎหมาย กฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเท่าเทียมในสิทธิการรับสวัสดิการจากภาครัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการจ้างงาน การดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถระดับนานาชาติ (Talent Attraction) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่โอบรับความหลากหลายในทุกมิติ

การให้หลักประกันทางกฎหมายแก่กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศถือเป็นการยกระดับดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าทางสังคมของไทย สิ่งนี้กลายเป็นปัจจัยดึงดูดเงินลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติที่ให้ความสำคัญกับหลักการความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกัน (Diversity, Equity, and Inclusion หรือ DEI) ภาคเอกชนไทยจึงสามารถนำกรอบนโยบายนี้ไปต่อยอดเพื่อขยายตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

พลังร่วมภาคีและโครงสร้างเพื่อทุกคน

การผนวกกลุ่มเปราะบางเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลักยังได้รับการสนับสนุนผ่านพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กฎหมายดังกล่าวมีข้อกำหนดชัดเจนให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป มีหน้าที่ต้องจ้างงานคนพิการในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 คน ข้อบังคับนี้แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงทางกฎหมายที่บูรณาการแนวปฏิบัติทางธุรกิจเข้ากับการสร้างรายได้และการมีส่วนร่วมของคนพิการในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกเหนือจากการจ้างงาน ภาครัฐยังส่งเสริมให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจนำหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) มาปรับใช้อย่างจริงจัง การปรับปรุงสภาพแวดล้อม อาคารสถานที่ ตลอดจนบริการสาธารณะและเอกชนตามหลักการดังกล่าว ช่วยอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคในการดำเนินชีวิต การเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมนี้ ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายฐานลูกค้าสำหรับภาคบริการและการท่องเที่ยวของประเทศ

ความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายสิทธิมนุษยชนทางธุรกิจเกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างไทยกับองค์การระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในการขับเคลื่อนหลายโครงการสำคัญเพื่อเปลี่ยนมาตรฐานสากลให้กลายเป็นการปฏิบัติงานจริง ดังที่ นายนิกร โสมกลาง ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนในตอนท้ายว่า

“โอกาสนี้ ตนขอขอบคุณโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลไทยในหลายโครงการที่ผ่านมา ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยแปลงมาตรฐานสากลให้เป็นการคุ้มครองประชาชนที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ภารกิจทั้งหมดนี้ ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้ หากปราศจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค”

#พม #กระทรวงพม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #สร้างสังคมอยู่ดีมีโอกาสเพื่อคนไทยทุกคน #ศรส #ศูนย์สร้างสุข #พมCARE #UNResponsibleBusinessandHumanRightsForumAsiaPacific #UNDP #UN #สหประชาชาติ

Related Posts