เจาะลึก CI Talks แพลตฟอร์มเนรมิตรคนที่โลกลืม สู่แสงแห่งพลังใจ

แรงบันดาลใจ

แม้ว่าคนทุกคนจะมีมุมมองและเป้าหมายของการประสบความสำเร็จที่แตกต่างกัน แต่เชื่อว่าล้วนต่างก็เคยผ่านจุดยืนของความสำเร็จที่ทำให้ตนเองภาคภูมิใจมาบ้างไม่มากก็น้อย วันนี้ TheReporterAsia ได้มีโอกาสคุยกับ น้องฟ้าใส แห่ง CI Talks และอาจารย์โอ๋ แห่งนิเทศน์ศาสตร์จุฬาฯ ถึงต้นแบบของความร่วมมือในการสร้างและพัฒนาเทคนิคการนำเสนอ แรงบันดาลใจ บนพื้นฐานความคิดที่ว่า ทุกคนล้วนมีความสำเร็จของตนเองที่สามารถส่งต่อเป็น แรงบันดาลใจ ให้กับผู้อื่นได้เสมอ ด้วยเทคนิค Cinematic ที่จะดึงความสมจริงของการส่งต่อเรื่องราวให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกของการมีส่วนร่วมได้อย่างลึกซึ้ง และกระตุ้นจิตใจให้ลุกขึ้นสู้กับช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตได้อีกครั้ง

อาจารย์โอ๋ ผศ.ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวอย่างจริงจังว่า มหาวิทยาลัยมียุทธศาสตร์ที่ว่าด้วย Feature Leader และ นิเทศนวัตกร ซึ่งก็สอดคล้องกับทิศทางของมหาวิทยาลัยที่มองการเป็นนวัตกรกับผู้สร้างนวัตกรรม เพื่อต่อยอดไปสู่ผู้สร้างแห่งอนาคตอันจะมาถึง ดังนั้นความร่วมมือของโครงการต่างๆ ที่เราร่วมกันทำกับ CI Talks ก็จะเข้ามาเสริมสร้างศักยภาพตรงนี้ได้

สิ่งที่เรามองเห็นตรงกันกับทาง CI Talks สำหรับการตั้งเป้าที่จะเป็น Leader ได้คือเราจะต้องเป็นนักสื่อสารที่เก่ง แล้ว CI Talks ก็จะเข้ามาช่วยเราดึงศักยภาพตรงนี้ออกมา ทำให้เราได้เห็นรูปแบบที่ไม่ใช่เพียงแค่ทอล์คโชว์ แต่เป็นการถ่ายทอดแบบสมจริงที่ออกมาจากทั้งตัวและหัวใจ พร้อมจิตวิญญาณที่จะส่งพลังออกมา ซึ่งหากมาดูคลิปตัวอย่างในแพลตฟอร์ม CI Talks มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนักพูดมาก่อน ขอแค่ให้คุณมีอะไรบางอย่างในชีวิตที่มันเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวคุณจริง ๆ แล้วอยากบอกเล่า อยากส่งต่อคนอื่นว่า “ทำเถอะ” ในความแตกต่าง ในความเหนื่อยและอะไรต่าง ๆ ที่คุณจะต้องผ่านมันไป แต่สุดท้ายแล้วเมื่อคุณตั้งใจทำมัน มันจะออกมาดีและสำเร็จในที่สุด

จากการสังเกตเราเห็นประเด็นสำคัญที่ได้จากคลิปที่นำเสนอในแพลตฟอร์ม CI Talks แล้วก็ให้นิสิตลองทำคลิปออกมากันคนละ 3 นาที โดยที่สมมุติว่าตัวเองในความเป็นนิสิต คุณมีเรื่องอะไรที่อยากจะเล่า บางคนพูดว่าอยากเป็นนักข่าว แล้วนักข่าวที่เขาทำงานอยู่ เขาก็จะต้องมีหลักการที่จะบอกว่าเมื่ออยากเป็นอย่างเขาแล้วคุณจะต้องทำอะไรบ้าง 35ก อาทิเช่น มีกล้า มีกังขา มีเกื้อหนุน แล้วนิสิตก็จะคิดคำมาจากการดู CI Talks แล้วก็ดึงแนวทางที่สำคัญออกมาถ่ายทอดต่ออีกที

สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่มีแล้วคิดว่าตรงนี้จะเป็นจุดร่วมมือที่ดีมาก ๆ นั่นก็คือ ตัววิธีการเล่าเรื่อง (Story Narrative) มันจะมีแนวทางอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งเรารู้ว่า CI Talks มีความโดดเด่นด้าน Cinematic ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องเล่าออกมาเป็นหนังสั้น เพราะปกติเวลาเราดูทอล์คทั่วไปก็เหมือนแค่สัมภาษณ์ หรือเล่าเรื่องราวธรรมดา ตัวอย่างอันที่เป็นระดับโลกก็คือ TED Talk พูดแล้วก็มีการถ่ายทำ แล้วก็อาจจะมีรูปนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ของคนคนนั้นเท่านั้น

แต่วิธีการเล่าเรื่องของ CI Talks มันมีการคิดสตอรี่ที่ซ้อนไปบนสตอรี่อีกทีแล้วการถ่ายทำออกมาเหมือนไม่ได้ปรุงแต่ง ซึ่งก็สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมตามไปด้วย โอ๋ดูของคุณวรรณสิงห์ (วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล) ขาก็จะพูดเรื่องการทำสารคดี ซึ่งเขาไม่ใช่แค่พูด แต่เป็นการดำเนินเรื่องด้วยภาพของสารคดีที่เขาเคยทำ ซึ่งตอนที่เขาพูดภาพมันจะเหมือนเขาไม่ได้ถูกสัมภาษณ์ แต่เหมือนเราดูหนังสั้นเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตคน มันจึงเป็นความซ้อนที่มันทำให้เราติดตามเค้าโดยธรรมชาติ ซึ่งมีความเป็นจริงที่เข้ากับรูปแบบชีวิตของผู้คนสมัยนี้

เหมือนเวลาเราฟังเรื่องราวดี ๆ เราก็มีความสุขแล้ว แต่พอเรื่องราวนั้นมันถูกวางด้วยรูปแบบของภาพยนตร์อีกทีที่ไม่ต้องไปปรับเรื่องเขา แต่เตรียมมุมมองการถ่ายทำให้เข้ากับเรื่องของเขาโดยเฉพาะ มันเลยทำให้เราเพลินที่จะได้ดู

แรงบันดาลใจ

ตามข้อมูลด้านจิตวิทยา คนจะมีสมาธิสั้นลงเรื่อย ๆ ใน TED Talk ตอนนี้เขาอาจจะใช้เวลาการพูด 13-15 นาทีเท่านั้น แต่พอเป็น CI Talks ที่คุณจะได้สาระสำคัญของพลังชีวิตแบบเน้น ๆ ด้วยเวลาไม่เกิน 8 นาทีหรืออาจจะบวกลบไม่เกิน 10 นาที ซึ่งมันเพียงพอสำหรับหนึ่งก้อนความคิดที่เราจะรับได้แบบเต็มอิ่ม แล้วบางทีเราอาจจะดูต่อกัน 10 ทอล์ค มันก็เหมือนเราได้เรื่องราวของหนังสั้น 10 เรื่องมารวมกัน

ความโดดเด่นของการเล่าเรื่องที่ถ่ายทอดมาจาก CI Talks

อาจารย์โอ๋ เล่าต่อว่า อยากใช้คำพูดยูวาล ผู้ที่เขียนหนังสือเรื่องเซเปียนส์ ซึ่งเขาบอกว่าในโลกนี้ “เรื่องเล่ามีเยอะแล้ว แต่วิธีเล่าต่างหากที่คุณจะทำอย่างไร ให้เรื่องที่มันมีอยู่นั้นโดนใจคน” นั่นคือการออกแบบ แล้ว CI Talks ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ หาวิธีการออกแบบที่แตกต่างในเรื่องเล่านั้นได้อย่างลงตัว

พอเราพูดถึง Inspiration หรือแรงบันดาลใจ เราอาจจะนึกถึง “คนที่เคยล้มเหลวแล้วก็มาสำเร็จ” ว่าเขามีเรื่องเล่าอย่างไร แต่จะทำอย่างไรให้เรื่องนั้นมันทำแล้วมันสัมผัสได้ รู้สึก จับต้องได้ นี่แหละคือกระบวนการที่ CI Talks มีความแตกต่างแล้วเราคิดว่าเราจะได้เรียนรู้ไปร่วมกัน

เพราะในคณะนี้ก็จะมีวาทวิทยาแล้วก็มีอาจารย์ทางด้านการแสดง อาจารย์ภาพยนตร์ทางด้าน Cinematic ที่จะมาร่วมกันเพื่อสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในนั้นนิสิตเราก็จะได้มีส่วนเข้ามาในโครงการความร่วมมือครั้งนี้ด้วย ซึ่งก็จะตอบโจทย์คำว่า “นิเทศนวัตกรผู้นำแห่งอนาคต” ในเชิงที่เป็นการสื่อสารที่เรามักพูดอยู่เสมอว่า เมื่อผู้ที่จะพูดซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราว มีความมั่นใจ มีความสุข มีความสนุก มีความศรัทธาในสิ่งที่จะพูด มันก็จะส่งต่อไปถึงคนฟังที่อยู่ข้างหน้าได้อย่างมีพลังนั่นเอง

ซึ่งเบื้องต้นความร่วมมือในครั้งนี้จะเริ่มจากการทำวิจัย เพื่อดูแนวโน้มว่าต้องการอะไร แล้วโครงการต่อมาซึ่งมีวิชาที่เกี่ยวข้อง เราก็อาจจะให้เป็นภาพกว้างทั้งวิชาก่อน แล้วเราก็ค่อยดึงคนที่สนใจเข้ามาร่วม นอกจากนั้นแล้วก็จะมีการไปทำความร่วมมือกับคณะอื่น ซึ่งเราเห็นคนที่เก่งมากในแต่ละด้านของแต่ละคณะ และเราก็จะมีโครงการหนึ่งที่เราจะเชิญคนที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจได้ของจุฬาฯ ที่ไม่ใช่แค่คณะนิเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็พอเห็นคนเหล่านั้นอยู่บ้างแล้วเพื่อเชิญมาเข้าร่วมโครงการ อันนั้นจะไปไกลได้มากกว่าแค่นิเทศเพียงอย่างเดียว

แรงบันดาลใจ

“ตำนานนางรอง” สู่ผู้สร้างแพลตฟอร์มแห่ง แรงบันดาลใจ

น้องฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ผู้ร่วมก่อตั้ง CI Talks กล่าวถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะมี CI Talks ว่า ฟ้าใสได้มีโอกาสเข้ามาในคณะนิเทศครั้งแรกก่อนที่จะประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ในปี 2019 มีโอกาสเข้ามาเจอกับอาจารย์หลายท่าน ตอนนั้นคือการที่เราจะเข้าไปสู่เส้นทางการเป็นนางงามนั้น ความคิด วิธีการตอบคำถาม วิธีการพูด ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เราต้องนำเสนอตัวเองอย่างไร ตอบอย่างไร ให้มีอิมแพคอย่างไร แล้วที่สำคัญคือเราก็จะต้องรู้จักตัวตนของเราด้วย ว่าเราจะพรีเซนต์ตัวเราเองอย่างไรให้มันเหมาะกับเวทีนั้น ๆ

ก่อนหน้านั้นต้องยอมรับว่าการที่เราเป็น “ตำนานนางรอง” คือสิ่งที่เราโดนล้อมาโดยตลอด ซึ่งหลายคนก็ถามเราว่าจะกลับมาทำไม ในเมื่อเราก็เป็นแค่ “นางรอง” เราไปไม่ถึงฝั่งฝันหรอก หรือการชอบถามเราว่าข้อดีของน้องคืออะไร มันเหมือนเราก็ล้มเหลวไปด้วยคำพูดเหล่านี้ ตอนนั้นเราคิดว่า “ไม่ว่าเราจะไปใกล้แค่ไหน เราก็ยังรู้สึกว่ามันยังไกลอยู่ดี

เมื่อฟ้าใสเข้ามาอยู่ที่นี่ แล้วก็ได้มีโอกาส ค้นพบตัวเองใหม่ (Rediscover) เพราะว่าก่อนที่ฟ้าใสจะก้าวมาสู่วงการนี้ ตั้งแต่ปี 2013 ฟ้าใสก็รู้สึกว่า เออ..เราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้สวยที่สุดนะ แต่เราเก๋ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แล้วเราก็จะรู้ข้อดีของเรา แต่พอเริ่มเข้ามาในวงการนี้เยอะขึ้น มันกลายเป็นว่าเราเริ่มรู้สึกท้อ เริ่มรู้สึกแบบว่าไม่ได้มั่นใจในตัวเองขนาดนั้นอีกต่อไปแล้ว รู้สึกว่ามีคนอื่นที่เก่งเยอะมาก คนอื่นเขาก็พูดภาษาได้ คนอื่นเขาก็สูง เขาก็มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์ คนอื่นเขาก็มีความเป็นมิตรภาพที่ดี แล้วเราละ เรามีเอกลักษณ์อะไรที่จะไปชนะคนอื่น

ตอนนั้นพอมาอยู่ที่นี่เราก็ได้พลังบวก จากการที่มีโค้ชเข้ามาช่วยค้นหาตัวตนของฟ้าใส ช่วยหาเหตุผลว่าฟ้าใสจะเหมาะกับมิสยูนิเวิร์สอย่างไร ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่ว่าทางคุณครูจะมาบอกว่าเราเหมาะกับแบบนั้นแบบนี้ แต่มันเป็นการที่คุณครูเข้ามาถามเราก่อน โดยให้เราเล่าเรื่องของเราที่เจอมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งด้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราก็เคยผ่านแบบนี้มานี่ แต่ว่าเราไม่เคยมองว่ามันเป็นเรื่องที่มีความหมาย ไม่เคยมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่าคุณครูเขามองเห็น แล้วช่วยชี้นำให้เราเห็นว่า ฟ้าใสทำไมไม่เป็นคนแบบนี้ล

ตอนนั้นจำได้ว่าฟ้าใสเป็นคนใจดี เป็นคนที่มีความเป็น Leader คือจะคิดออกมาเป็นรายการเลย แต่เราไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นแบบนั้น มันก็เลยเหมือนกับว่าเป็นการเปิดมุมมองตัวของเราเอง ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ไม่ใช่กับแค่ตัวของเอง แต่มันเป็นต้นแบบของความคิดที่ว่า “การที่เราทำตามความฝันด้วยความมั่นใจและมีความหมายตามความคิดของเราเอง มันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้เลย”

จุดเปลี่ยนของปฏิกิริยาชีวิต CI Talks (Catalytic Inspiration Talks)

CI Talks ในความหมายแล้วมันคือทอล์ค หรือคลิปวิดีโอที่จะสามารถเล่าเรื่องราวที่เราผ่านมา เส้นทางของการผ่านอุปสรรคขวากหนามก่อนที่เราจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องผ่านอุปสรรคและอะไรมาเยอะมาก แต่ในหลายครั้งคนเราอาจจะท้อ แล้วก็จะยอมแพ้ออกจากเส้นทางของความสำเร็จไปเลย แต่สำหรับคนที่ยังไปต่อก็จะเจอกับประสบการณ์อื่นๆ ออกมาเรื่อย ๆ แต่ว่าก็จะไปต่อจนประสบความสำเร็จ เขาก็จะมาแชร์เรื่องราวของเขา ซึ่งในหลายครั้งมันก็จะเป็นเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับคนที่ดูอยู่ แล้วคิดว่าฉันก็เคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มา หรือเคยผ่านแบบนี้มาแต่ว่ายอมแพ้ออกจากเส้นทางไปแล้ว หรือว่าเราใกล้เส้นชัยแล้วแต่เราไม่รู้ เพราะว่าเราไม่ได้ทำต่อ ซึ่งช่วงจังหวะชีวิตแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกอาชีพ

โดยหัวใจสำคัญของการทำ CI Talks อยู่ที่การร้อยเรียงเรื่องราวแบบ Cinematic ที่จะดึงแรงบันดาลใจให้ถูกถ่ายทอดออกมาได้โดนใจมากที่สุด จากจุดเริ่มของแนวคิดที่จะทำอย่างไรให้เราแตกต่าง แต่ในความแตกต่างมันจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับสมัยใหม่ ซึ่งคนสมัยใหม่จะมีสมาธิที่ค่อนข้างจะสั้นลง ซึ่งเมื่อฟ้าใสจะดูคลิป 10 นาที ก็รู้สึกว่าแค่ 5 วินาทีแรก ถ้ามันไม่น่าสนใจหรือว่าประโยคแรกมันไม่โดน เราก็จะไม่สนใจเลย ดังนั้น CI Talks จึงต้องเป็นอะไรที่คลิ้กได้เลยตั้งแต่วินาทีแรก ต้องทำอย่างไรให้อยากดูต่อ อยากดูต่อไปเรื่อย ๆ และทำอย่างไรให้อยากดูต่อจนจบ

ดังนั้นมันก็เลยมีเรื่องของ Cinematic เข้ามา เพราะเรารู้สึกว่าการที่เราพูดอยู่อย่างเดียว ถ้ามีเวลาเขาก็อาจจะฟังไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับยุสมัยใหม่ เด็กยุคใหม่ เขาก็อยากจะดูอะไรที่น่าสนใจ มีภาพตัดต่อแล้วมันเป็นการเล่าเรื่องราวเหมือนเป็นการดูหนังสั้น ทำให้ Cinematic ถูกเพิ่มเข้ามาในด้านนี้

ตอนนี้เราเริ่มต้นโครงการจากที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อน เพราะมันเป็นที่ที่ฟ้าใสรู้สึกว่าเป็นบ้านหลังที่สองของฟ้าใสตอนที่ประกวด แล้วถ้ามีโอกาสก็จะขยายโครงการนี้ออกไป ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นต้นแบบออกไปในต่างประเทศ เพราะว่าตอนนี้ CI Talks เองก็ได้เริ่มติดต่อกับที่เลบานอนและที่อินโดนีเซีย ซึ่งก็คาดว่าจะสามารถขยายแนวคิดนี้ออกไปได้อีกในอนาคต เพราะไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เราวางเป้าหมายของ CI Talks ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

แรงบันดาลใจ

ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่าง CI Talks กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 4 โครงการสำคัญ ได้แก่

1. สร้าง growth mindset แก่หนุ่มสาวเจนเนอเรชั่นใหม่ โดยเน้นไปที่การศึกษาในหัวข้อและคุณลักษณะต่าง ๆ ของกระบวนการเล่าเรื่องและการบรรยาย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง growth mindset ต่อไป

2. การจัดการประกวดคอนเทนต์ ซึ่งนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะได้นำเสนอผลงานในรูปแบบของคลิปวีดีโอภายใต้คอนเซปต์ที่ CI Talks ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำหนดขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะการนำเสนอและการพูดในที่สาธารณะ

3. เพื่อสร้างการเข้าถึงคลังวิทยากร ซึ่ง CI Talks จะเปิดให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงคลังวิทยากรตลอดระยะเวลาการ MOU เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญ บุคคลมีชื่อเสียง ที่มีความโดดเด่นบน CI Talks มาร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ให้กับนิสิตในรูปแบบของชั่วโมงเรียนพิเศษหรือตอนพิเศษ

4. เพื่อสร้างแพลตฟอร์มของ CI Talks ที่แขกรับเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะได้รับเชิญมาร่วมแชร์องค์ความรู้และประสบการณ์ ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษหรือโค้ชบน CI Talks

ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้ง CI Talkขึ้นมาในปี 2564 จากความตั้งใจของ เฟร็ด โมอาว็าด ประธาน และ ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ผู้ร่วมก่อตั้ง CI Talks ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติพันธกิจในการนำเอาพลังแห่งการบอกเล่าเรื่องราว มาใช้สร้างแรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนให้แก่ผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มสาวเจนเนอเรชั่นใหม่ ในการลุกขึ้นมาลงมือกระทำสิ่งใด ๆ ที่จะเป็นการจุดประกายในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มอบพลังบวกให้กับสังคมและผู้คนรอบข้าง

โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันในครั้งนี้ นำโดย ผศ.ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ รองคณบดี พร้อมด้วย ผศ.ดร. ปภัสสรา ชัยวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง เป็นตัวแทนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ผู้ร่วมก่อตั้ง CI Talks ในฐานะตัวแทนจาก CI Talks

Related Posts

กรุณาติดต่อขออนุญาตใช้คอนเทนต์ก่อน ได้ที่ กองบรรณาธิการ TheReporterAsia

Please contact the editor for permission to use the content first. TheReporterAsia