ผลสำรวจ ยูโอบี ชี้ เอสเอ็มอีไทย ใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

ผลสำรวจ ยูโอบี ชี้ เอสเอ็มอีไทย ใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

เมื่อโลกธุรกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์เดิมๆ อีกต่อไป ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งปัญหาต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยากจะคาดเดา ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ยูโอบี เผยรายงานผลสำรวจล่าสุด UOB Business Outlook Study 2026 สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2569 ในประเทศไทย ได้เผยให้เห็นความจริงที่น่าทึ่งว่า ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยมีการเปิดรับและนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการปฏิรูปองค์กรในอัตราที่แซงหน้าค่าเฉลี่ยของเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและฝ่าวิกฤตต้นทุนที่กำลังกัดกินผลกำไรในปัจจุบัน

เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่

จากผลสำรวจที่รวบรวมความคิดเห็นของเจ้าของธุรกิจและผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงจำนวน 265 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมหลักทั่วประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าดิจิทัลโซลูชันและปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกเสริมสำหรับธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการทำงานในแต่ละวัน ตัวเลขที่น่าสนใจระบุว่า มีเอสเอ็มอีไทยมากถึงร้อยละ 70 หรือมากกว่า 7 ใน 10 ราย ที่เดินหน้าสอดแทรก AI เข้าไปในระบบการทำงานเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการมากกว่า 8 ใน 10 ราย ก็ได้ตัดสินใจนำโซลูชันดิจิทัลรูปแบบต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันไปก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน

การตื่นตัวทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสความนิยม แต่เป็นผลมาจากความต้องการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยกลุ่มธุรกิจที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้งานจริงนั้น กว่าร้อยละ 58 สามารถพิสูจน์ได้ว่าช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้อย่างเห็นผล และมีผู้ประกอบการอีกร้อยละ 44 ที่รายงานว่าประสิทธิภาพในการทำงานภาพรวมเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถสร้างคุณค่าและให้ผลตอบแทนกลับคืนสู่ธุรกิจในรูปแบบที่วัดผลได้จริง ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความแม่นยำและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

สอดคล้องกับมุมมองของ นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ที่ได้ให้ทัศนะต่อทิศทางดังกล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังดำเนินงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งแรงกดดันด้านต้นทุน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายชั่วคราวอีกต่อไป สิ่งที่เห็นชัดคือการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ประกอบการ ธุรกิจกำลังสร้างความสามารถในการปรับตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีดำเนินงาน ตั้งแต่การลงทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงแผนการขยายตลาด อาเซียนจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดเพื่อการเติบโต แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ”

แรงกดดันด้านต้นทุนกับสมดุลการเติบโตระยะยาว

แม้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้ในบางส่วน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกังวลอันดับหนึ่งของเอสเอ็มอีไทยในเวลานี้ยังคงเป็นเรื่องของต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือปัญหาความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดอาเซียนรวมถึงตลาดเกรทเทอร์ไชน่า ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงยืนตัวอยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจโลกและประเทศที่ชะลอตัวลง ปัจจัยลบเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและชัดเจนเป็นพิเศษต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างต้นทุนซับซ้อนและมีห่วงโซ่อุปทานที่ยาว เช่น ภาคการผลิต ภาคการก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและการขนส่งจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าชื่นชมจากผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2026 ครั้งนี้คือ ผู้ประกอบการไทยไม่ได้เลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบสั้นๆ อย่างการตัดลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่กลับหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานความสามารถในการแข่งขันระยะยาวเป็นหลัก โดยเมื่อมองไปในอนาคตอีก 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า เอสเอ็มอีไทยจัดอันดับให้เรื่องของการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนหรือ ESG มาเป็นอันดับแรกสูงถึงร้อยละ 37 ตามมาด้วยกลยุทธ์การเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ที่ร้อยละ 33 และการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัลร้อยละ 27 ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนได้รับคะแนนความสำคัญสูงกว่าแนวคิดเรื่องการมุ่งลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 25

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของเอสเอ็มอีไทย ที่ตระหนักดีว่าการอยู่รอดในโลกธุรกิจยุคใหม่จำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง การเร่งปรับปรุงระบบภายในและการสร้างคุณค่าให้แก่แบรนด์ผ่านนวัตกรรมและ ESG จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าและผู้บริโภคในระยะยาวได้ดีกว่าการหั่นงบประมาณที่อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพสินค้าและการบริการ ทัศนคติเชิงรุกเช่นนี้เองที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากทางเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปรับโครงสร้างซัพพลายเชนและกลยุทธ์พึ่งพาจีน

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนกลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญที่เอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญอย่างล้นหลาม โดยผลสำรวจระบุว่ามีผู้ประกอบการมากกว่า 9 ใน 10 ราย ที่จัดให้เรื่องนี้เป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับต้นๆ ขององค์กร เพื่อรับมือกับปัญหาการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์โลก ธุรกิจไทยส่วนใหญ่หรือคิดเป็นร้อยละ 78 จึงวางแผนที่จะกระจายฐานซัพพลายเออร์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่พึ่งพาคูค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป ขณะที่อีกร้อยละ 53 เตรียมพร้อมที่จะขยายฐานการผลิตของตนเองออกไปภายในภูมิภาคอาเซียนเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าจับตามองคือการที่ธุรกิจไทยประมาณหนึ่งในสามกำลังเร่งนำกลยุทธ์ “China Plus One” มาปรับใช้จริง ด้วยการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายคำสั่งซื้อบางส่วนไปยังประเทศตลาดทางเลือกอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตในประเทศจีนที่อาจเกิดความกระจุกตัวและได้รับผลกระทบจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ ทว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ซับซ้อนเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในเรื่องของกฎระเบียบข้อบังคับที่ยุ่งยากในแต่ละประเทศ ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงขีดความสามารถของซัพพลายเออร์ท้องถิ่นในประเทศใหม่ๆ ที่อาจยังไม่พร้อมรองรับมาตรฐานการผลิตระดับสูง

ด้วยเหตุนี้เอง การเปลี่ยนผ่านด้านห่วงโซ่อุปทานของเอสเอ็มอีไทยจึงต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบที่สุด โดยที่ประเทศจีนจะยังคงรักษาบทบาทสำคัญในฐานะเป็นฟันเฟืองหลักของซัพพลายเชนในภูมิภาคนี้ต่อไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ ข้อมูลตรงนี้สอดรับกับความเชี่ยวชาญของธนาคาร ยูโอบี ซึ่งนางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล ได้เน้นย้ำว่า “ยูโอบีพร้อมสนับสนุนธุรกิจ ผ่านเครือข่ายในอาเซียน ความเข้าใจตลาดในภูมิภาค ความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น เพื่อก้าวผ่านความผันผวนและคว้าโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน”

อาเซียนในมิติใหม่สู่เป้าหมายความยั่งยืนที่วัดผลได้

เมื่อตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัวและมีความผันผวนสูง การมองหาโอกาสในต่างแดนจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจ โดยผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2026 พบว่า เอสเอ็มอีไทยกว่าร้อยละ 80 หรือมากกว่า 8 ใน 10 ราย มีแผนการเด่นชัดในการขยายขอบเขตธุรกิจไปยังต่างประเทศภายในช่วง 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุด ประเทศยอดนิยมอย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ที่ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รวมถึงเป็นทำเลทองที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงของระบบห่วงโซ่อุปทานในระยะยาวได้อย่างดีเยี่ยม

เป้าหมายของการโกอินเตอร์ในยุคนี้จึงเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงแค่การเข้าไปแสวงหาการเติบโตของรายใหม่ๆ เป็นหลัก ทว่าในปัจจุบัน การปักหมุดในอาเซียนถูกมองในเชิงกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดขององค์กรมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยมองพื้นที่ในภูมิภาคนี้เป็นทั้งตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เป็นฐานการผลิตทางเลือกที่มีเสถียรภาพ และเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายตัวไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของซัพพลายเชน ซึ่งแนวคิดนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ธุรกิจเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ไม่คาดคิดในอนาคต

ในขณะเดียวกัน มิติของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนก็ได้รับการยกระดับขึ้นเช่นกัน โดยผลสำรวจชี้ว่าเอสเอ็มอีไทยถึง 9 ใน 10 ราย มีความตระหนักและเข้าใจในคุณค่าของการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และมีถึงร้อยละ 94 ที่หันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในองค์กรอย่างจริงจัง แม้แรงกดดันด้านงบประมาณและต้นทุนที่รัดตัวจะทำให้หลายบริษัทต้องเลือกใช้วิธีที่เห็นผลลัพธ์ทางการเงินชัดเจนก่อน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน LED หรือการนำเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการการใช้พลังงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความยั่งยืนในอนาคตของเอสเอ็มอีจะไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างภาพลักษณ์โฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับประสิทธิภาพ ผลตอบแทน และการลดต้นทุนที่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้อย่างแท้จริง

#UOBBusinessOutlookStudy2026, #เอสเอ็มอีไทย, #ปัญญาประดิษฐ์, #ความยั่งยืน, #การปรับตัวธุรกิจ, #การขยายตลาดอาเซียน, #ซัพพลายเชน, #ธนาคารยูโอบี

Related Posts