สดช. เผยอันดับด้านดิจิทัลของไทย ดีขึ้นจากเดิม 5 อันดับ พร้อมสานต่อนโยบาย

สดช.

เลขาธิการ สดช. เผยผลการจัดอันดับด้านดิจิทัลของไทย ดีขึ้นจากเดิม 5 อันดับ พร้อมสานต่อนโยบายและโครงการด้านดิจิทัล ชี้ขีดความสามารถการแข่งขันไทยเป็นความท้าทายที่น่าจับตา

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยรายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ 64 เขตเศรษฐกิจที่มีการเข้าร่วมการจัดอันดับ ประจำปี 2566 (IMD World Competitiveness Ranking 2023) โดยภาพรวมไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่อันดับ 35 ซึ่งดีขึ้น 5 อันดับ จากปี 2565 (ค.ศ.2022)

สำหรับผลการจัดอันดับด้านดิจิทัลของไทยในปัจจัยหลัก 3 ด้าน พบว่า ผลการจัดอันดับในปีนี้ประเทศไทยมีผลการจัดอันดับดีขึ้นทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ (Knowledge) ดีขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 41 ในขณะที่ด้านเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งดีขึ้น 5 อันดับ จากอันดับ 20 มาอยู่ในอันดับ ที่ 15 และด้านความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness) ดีขึ้นถึง 7 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 4

ในส่วนปัจจัยย่อยของด้านความรู้ (Knowledge) มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพ (Talent) ดีขึ้น 2 อันดับ (อันดับที่ 35) และการฝึกอบรมและการศึกษา (Training & education) ) ดีขึ้น 5 อันดับ (อันดับที่ 52) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลมาโดยตลอด

โดยได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนตัวชี้วัดนี้ ผ่านโครงการพัฒนาอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) และการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านดิจิทัล สร้างความรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (Media and Information Literacy : MIL) และสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy : DL) รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวน 2,222 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของเด็ก เยาวชน และประชาชนในชุมชน

สำหรับด้านเทคโนโลยี (Technology) ปัจจัยย่อยโครงสร้างกฎระเบียบ (Regulatory Framework) ดีขึ้น 3 อันดับ (อันดับที่ 31) เงินทุน (Capital) ดีขึ้น 8 อันดับ (อันดับที่ 12) และโครงสร้างเทคโนโลยี(Technological Framework) ดีขึ้น 3 อันดับ (อันดับที่ 15) เป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ ทั้งในส่วนการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยสื่อสัญญาณสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) จากโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ไปยังพื้นที่ห่างไกล ภายใต้โครงการเน็ตประชารัฐ ที่ปัจจุบันครอบคลุม 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศแล้ว และการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากผู้ให้บริการโครงข่าย 5G ของประเทศไทย

โดยปัจจุบันสัญญาณ 5G ของประเทศไทยครอบคลุม 77 จังหวัด รวมทั้งโครงการบริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) ที่เชื่อมโยงและทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้รวดเร็ว มีมาตรฐาน และปลอดภัย เพื่อนำไปสู่การบูรณาการเป็นรัฐบาลดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านเกษตร ด้านสาธารณสุข ด้านอุตสาหกรรม ด้านการศึกษา ด้านคมนาคม และด้านเมืองอัจฉริยะ

สดช.

ทั้งนี้ ในด้านความพร้อมสำหรับอนาคต (Future readiness) ปัจจัยย่อยที่มีการปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ ปัจจัยย่อยเรื่องทัศนคติที่ยืดหยุ่น (Adaptive Attitudes) ที่มีอันดับดีขึ้นถึง 10 อันดับ (อันดับที่ 42) สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล และพัฒนาการของคนไทยที่เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยย่อยเรื่องความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ (Business Agility) ดีขึ้น 7 อันดับ (อันดับที่ 34) แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของภาคธุรกิจที่มีการปรับตัวให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขันภายใต้โลกยุคดิจิทัล

“การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย นับเป็นความท้าทายในระยะยาว ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีด้าน AI ส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลดิจิทัล ด้วยนโยบาย Go Cloud First สำหรับหน่วยงานภาครัฐ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี ที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล ทำให้ประชาชน สามารถได้รับการบริการจากรัฐ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของภาครัฐ จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านต่าง ๆ ของประเทศพัฒนาขึ้นได้อีกมาก” นายภุชพงค์ฯ กล่าว

banner Sample

Related Posts