“อัครา รีซอร์สเซส” ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนาม MOU ต่อยอดงานวิจัยเปลี่ยน “หางแร่” เป็นวัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างอาชีพให้ชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดเผยศักยภาพการดำเนินงานที่อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปีสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่รับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการ “เหมืองแร่ทองคำชาตรี” เหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้สร้างมิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย ด้วยการประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อบุกเบิกการศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จาก ‘หางแร่’ (Tailings) ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตทองคำและเงิน ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนหางแร่ให้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง เช่น อิฐบล็อกที่มีความแข็งแรงทนทานกว่าอิฐทั่วไป โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปริมาณของเสียจากการทำเหมือง แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและอาชีพใหม่ให้กับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่รอบเหมืองแร่ ครอบคลุมจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์
พลิกมุมมอง ‘ของเสีย’ สู่ ‘แร่เศรษฐกิจ’ แห่งอนาคต
ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือนี้ อัคราฯ จะให้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเงินปีละ 3,000,000 บาท เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อใช้ในการศึกษาเชิงลึกและพัฒนานวัตกรรมอย่างจริงจัง
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า “ตลอด 24 ปีของการดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี อัคราฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เราจึงมองเห็นศักยภาพในการนำหางแร่กลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ความร่วมมือกับจุฬาฯ ในครั้งนี้ จะเป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสร้างแนวทางที่ชัดเจนในการผลิตอิฐบลอกจากหางแร่ เราวางแผนที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้สู่ชุมชน เพื่อสร้างอาชีพและกระจายรายได้ เราคาดหวังว่าหางแร่จะกลายเป็นวัสดุทางเลือกที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมก่อสร้างไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน”
ด้าน อาจารย์ ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า “โครงการนี้คือจุดเริ่มต้นของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิศวกรรมเหมืองแร่เข้ากับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง การพัฒนาหางแร่ให้เป็นอิฐบล็อกคุณภาพสูงไม่เพียงแต่จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังมีส่วนช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง สอดคล้องกับนโยบาย Net Zero และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ความร่วมมือนี้จะเป็นต้นแบบที่สำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยในการตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”

เครื่องยนต์เศรษฐกิจขับเคลื่อนชุมชนและประเทศ
นอกเหนือจากโครงการพัฒนานวัตกรรมจากหางแร่แล้ว อัครา รีซอร์สเซส ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ จากข้อมูลล่าสุด บริษัทฯ มีศักยภาพในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ถึงประมาณ 4,101 ล้านบาทต่อปี โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:
- การสนับสนุนภาคธุรกิจในประเทศ: สร้างมูลค่าจากการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการภายในประเทศเป็นมูลค่ากว่า 2,700 ล้านบาทต่อปี
- ค่าภาคหลวงแร่: ชำระค่าภาคหลวงแร่โดยเฉลี่ยปีละ 1,158 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกจัดสรรกลับคืนสู่สังคมในสัดส่วนที่ชัดเจน ได้แก่
- 40% ส่งเข้ารัฐบาลกลาง
- 50% จัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เหมือง (อบจ. และ อบต.)
- 10% จัดสรรให้กับ อบต. อื่นๆ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ในปีงบประมาณ 2566 ระบุว่า ค่าภาคหลวงแร่ทองคำทั้งหมดของประเทศมาจากที่อัคราฯ ชำระ 100% โดยมียอดรวมสูงถึง 1,952.20 ล้านบาท
- เงินสมทบกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม: จัดสรรเงินอีก 21% ของค่าภาคหลวง หรือประมาณ 243 ล้านบาทต่อปี เข้าสู่กองทุน 4 กองทุนตามกฎหมาย ได้แก่ กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่, กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบเหมือง, กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ และกองทุนประกันความเสี่ยง
- เงินบำรุงพิเศษเพื่องานวิจัย: สมทบเงิน 5% ของค่าภาคหลวงแร่ (ประมาณ 57.9 ล้านบาท) ให้แก่ กพร. เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยด้านแร่โดยเฉพาะ

สร้างงาน สร้างอาชีพ เสริมความแข็งแกร่งให้ท้องถิ่น
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานที่ยั่งยืนของอัคราฯ คือการสร้างประโยชน์โดยตรงให้กับชุมชนรอบเหมืองแร่ในจังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก บริษัทฯ และพันธมิตรทางธุรกิจได้สร้างงานมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง โดยมีนโยบายที่ชัดเจนในการจ้างงานคนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันพนักงานของบริษัทเป็นคนไทยถึง 99% และเป็นคนในพื้นที่ 3 จังหวัดโดยรอบถึง 90%
นโยบายนี้ช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ สร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ อัคราฯ ยังได้ดำเนินกลยุทธ์ด้านการพัฒนาสังคม 4 เสาหลัก ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด, การยกระดับการศึกษา, การส่งเสริมด้านสุขภาพ และการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน
มุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมทองคำครบวงจร
ด้วยกำลังการผลิตที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2568 ที่ 75,000 ออนซ์ และมีแผนจะเพิ่มเป็น 95,000-120,000 ออนซ์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อัคราฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ผลิต แต่ยังมีวิสัยทัศน์ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทองคำของไทยให้ครบวงจร ตั้งแต่การถลุงแร่ที่เหมืองชาตรี, การสกัดทองคำบริสุทธิ์ 99.99% โดยบริษัท พีเอ็มอาร์ จำกัด ไปจนถึงการแปรรูปเป็นทองรูปพรรณโดยออสสิริส ซึ่งเป็นแผนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแปรรูปทองคำในระดับภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
การริเริ่มโครงการจัดการหางแร่ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของอัครา รีซอร์สเซส ในการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ที่ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลกำไร แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
#อัครา #เหมืองทองคำชาตรี #เศรษฐกิจหมุนเวียน #CircularEconomy #ESG #ความยั่งยืน #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #อุตสาหกรรมเหมืองแร่ #ข่าวเศรษฐกิจ #หางแร่ #พิจิตร #เพชรบูรณ์

