รัฐบาลดัน Landing Rights เปิดทางดาวเทียมต่างชาติ ยกระดับเศรษฐกิจอวกาศ

รัฐบาลดัน Landing Rights เปิดทางดาวเทียมต่างชาติ ยกระดับเศรษฐกิจอวกาศ

รัฐบาลเดินหน้าครั้งประวัติศาสตร์ อนุมัตินโยบาย “Landing Rights” เปิดทางดาวเทียมต่างชาติให้บริการในไทยเต็มรูปแบบ “รองนายกฯ ประเสริฐ” ชี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) มุ่งลดความเหลื่อมล้ำดิจิทัล สร้างโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมปูทางสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมอวกาศในภูมิภาค

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงจากหลากหลายกระทรวงและหน่วยงานสำคัญของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของวาระการประชุมในครั้งนี้ ที่มีเป้าหมายเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางกิจการอวกาศของประเทศไทยในอนาคต

หัวใจสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือการที่คณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบต่อ (ร่าง) นโยบายการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ หรือ นโยบาย Landing Rights และ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ในระดับรัฐ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกกฎระเบียบครั้งสำคัญ ที่จะเปิดประตูให้ผู้ประกอบการดาวเทียมสื่อสารชั้นนำของโลก สามารถเข้ามาให้บริการในประเทศไทยได้อย่างเป็นทางการ

Landing Rights: จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจอวกาศไทย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความสำคัญของนโยบายดังกล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศของประเทศไทย… นโยบาย Landing Rights เป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการสร้างโอกาสและความท้าทายจากการเข้ามาให้บริการของผู้ประกอบการดาวเทียมสื่อสารต่างชาติ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีการเตรียมการกำหนดนโยบายรองรับให้เหมาะสม”

นโยบายLanding Rights คือ กรอบการอนุญาตและกำกับดูแลให้ดาวเทียมสัญชาติต่างประเทศสามารถส่งสัญญาณและให้บริการในราชอาณาจักรไทยได้ การอนุมัตินโยบายนี้เปรียบเสมือนการเปิดน่านฟ้าทางดิจิทัล เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit – LEO) และดาวเทียมรูปแบบใหม่ๆ ที่มีความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตและบริการข้อมูลอื่นๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Landing Rights

นายประเสริฐย้ำว่าเป้าหมายหลักคือ “สามารถสร้างสมดุลการแข่งขันของผู้ประกอบการดาวเทียมควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสและทางเลือกสำหรับประชาชน ผู้ประกอบการและหน่วยงานของรัฐ ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและบริการดาวเทียมต่างชาติ” ซึ่งหมายความว่า นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน โดยหลังจากนี้จะนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ประชาชนและผู้ประกอบการได้อะไร? ลดความเหลื่อมล้ำ-เปิดประตูสู่โอกาสใหม่

ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดจากการเปิดเสรีน่านฟ้าดาวเทียม คือ การขยายโครงข่ายการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนบนพื้นที่สูง หรือเกาะแก่งต่างๆ ที่โครงข่ายภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้ สิ่งนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • ด้านการศึกษา: นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลจะสามารถเข้าถึงห้องเรียนออนไลน์และแหล่งข้อมูลการศึกษาคุณภาพสูงทัดเทียมกับนักเรียนในเมือง
  • ด้านสาธารณสุข: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สามารถใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลส่วนกลางได้แบบเรียลไทม์
  • ด้านการเกษตร: เกษตรกรสามารถนำเทคโนโลยีดาวเทียมไปใช้ในการทำเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) วิเคราะห์สภาพดินฟ้าอากาศ ความชื้นในดิน เพื่อวางแผนการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ด้านธุรกิจและ SME: ผู้ประกอบการในทุกพื้นที่จะมีเครื่องมือดิจิทัลที่ทรงพลังในการขยายตลาด ทำการค้าออนไลน์ และบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
  • ด้านการจัดการภัยพิบัติ: หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ และบริหารจัดการภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้วยแผนแม่บทอวกาศและความร่วมมือระดับโลก

นอกจากการอนุมัตินโยบายLanding Rights แล้ว ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของ (ร่าง) แผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวในการพัฒนากิจการอวกาศของไทยในระยะยาวอย่างเป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจน

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการฯ กล่าวเสริมว่า การขับเคลื่อนกิจการด้านอวกาศของประเทศในช่วงปี 2567-ปัจจุบัน ได้ดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลัก คือ ด้านนโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบ, ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ และ ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ

ความมุ่งมั่นของไทยในการก้าวสู่เวทีอวกาศโลกยังสะท้อนผ่านความคืบหน้าที่สำคัญอื่นๆ ที่มีการรายงานในที่ประชุมด้วย ได้แก่

  1. การลงนามข้อตกลงอาร์เทมิส (Artemis Accords): เป็นการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับนานาชาติ นำโดยสหรัฐอเมริกา ในโครงการสำรวจอวกาศและดวงจันทร์เพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยได้ร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง
  2. ความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กำลังดำเนินความร่วมมือภายใต้โครงการจัดตั้งสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station – ILRS) ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยในเวทีสำรวจอวกาศระดับโลก
  3. การบริหารจัดการจราจรทางอวกาศ: การจัดทำนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวังและบริหารจัดการจราจรทางอวกาศ (Space Traffic Management) แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของไทยในการเป็นผู้เล่นที่มีความรับผิดชอบในกิจการอวกาศ

การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ในการผลักดันนโยบายLanding Rights และการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์อวกาศแห่งชาติในหลากหลายมิติ ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของประเทศไทยในการนำเทคโนโลยีอวกาศมาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างความเท่าเทียม และเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล

#LandingRights #เศรษฐกิจอวกาศ #ดาวเทียมต่างชาติ #ประเสริฐจันทรรวงทอง #กระทรวงดีอี #นโยบายอวกาศแห่งชาติ #ลดความเหลื่อมล้ำ #อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกคน #ThepactforBetterFuture #รัฐบาลดิจิทัล

Related Posts