กระทรวงดีอีเปิดมิติใหม่ปราบอาชญากรรมออนไลน์ ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ สั่งเดินหน้า ‘WebD Project’ แพลตฟอร์ม AI อัจฉริยะ ลุยปิดกั้นเว็บผิดกฎหมายแบบ 24 ชั่วโมง ตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานกว่า 70% ชี้เร็วกว่าคน 31 เท่า ลดขั้นตอนศาล 5 วันทำการ สร้างเกราะป้องกันดิจิทัลให้ประชาชน พร้อมคลอดแพลตฟอร์ม ‘DE-fence’ สู้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และผนวกข้อมูลภัยพิบัติในแอปฯ ‘ทางรัฐ’
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางความท้าทายของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นวงกว้าง รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ยกระดับการต่อสู้กับภัยคุกคามไซเบอร์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวและสั่งเดินหน้าโครงการ ‘WebD Project’ แพลตฟอร์มระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ผิดกฎหมายด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนเกม (Game Changer) ในการปกป้องประชาชนจากโลกออนไลน์
นาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี ครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงดีอีพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ โดยหนึ่งในโครงการเรือธงที่พร้อมใช้งานแล้วคือ ‘WebD Project’
“การใช้งานแพลตฟอร์ม WebD จะช่วยให้กระบวนการทำงานในการระงับ ปิดกั้นเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเว็บไซต์ผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงดีอีให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อประชาชน” นายประเสริฐกล่าว
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากประเทศไทย โดยกระทรวงดีอี, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘The 3rd Global Forum on the Ethics of AI 2025’ ร่วมกับยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการเป็นผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และการเปิดตัว WebD ก็คือการนำนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
เจาะลึก ‘WebD’ แพลตฟอร์ม AI พลิกเกมปราบเว็บเถื่อน
‘WebD Project’ ไม่ใช่แค่เครื่องมือธรรมดา แต่เป็นระบบนิเวศที่ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิวัติกระบวนการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายทั้งระบบ ซึ่งในแต่ละปีมีจำนวนมากกว่า 100,000 URLs โดยแพลตฟอร์มนี้ได้ผสานเทคโนโลยีหลักอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Robotic Process Automation (RPA) เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกระบวนการทำงานอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูง
จุดเด่นสำคัญของแพลตฟอร์ม WebD:
- ความเร็วและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า: จากข้อมูลของกระทรวงดีอี แพลตฟอร์ม WebD สามารถทำงานได้เร็วกว่าเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์ถึง 31.5 เท่า ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งประวัติศาสตร์ในการทำงานเชิงรุก
- ลดขั้นตอน ลดเวลา: สามารถลดขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลลงได้ถึง 5 วันทำการ จากกระบวนการเดิมที่ต้องใช้เอกสารและบุคลากรจำนวนมาก โดย WebD จะเปลี่ยนกระบวนการทั้งหมดเป็นแบบไร้กระดาษ (Paperless) และส่งข้อมูลถึงศาลอาญาผ่านระบบออนไลน์โดยตรง
- เพิ่มปริมาณการปิดกั้นอย่างมีนัยสำคัญ: กระทรวงดีอีตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2568 แพลตฟอร์มนี้จะสามารถเพิ่มจำนวน URLs ที่ถูกสั่งปิดได้ถึง 70.7% เมื่อเทียบกับปี 2567 หรือคิดเป็นการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยวันละ 175 URLs
เบื้องหลังการทำงานของ WebD:
- AI Crawler: ระบบค้นหาและรวบรวมหลักฐานอัจฉริยะ ทำหน้าที่เสมือนหน่วยสอดแนมในโลกดิจิทัล ตรวจสอบ URLs ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ถึง 94 คน
- ระบบกลั่นกรองและตรวจสอบ: ข้อมูลที่ AI Crawler รวบรวมจะถูกส่งต่อไปยังแอปพลิเคชันเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI เพื่อความแม่นยำสูงสุด
- ระบบยื่นคำร้องอัตโนมัติ: เมื่อยืนยันเป้าหมายแล้ว ระบบจะสร้างคำร้องและส่งต่อไปยังศาลอาญาผ่านระบบออนไลน์
- ระบบส่งคำสั่งปิดกั้น: ทันทีที่ได้รับคำสั่งศาล ระบบจะส่งคำสั่งดังกล่าวไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ทุกรายในประเทศโดยอัตโนมัติเพื่อดำเนินการปิดกั้นในทันที
- ระบบ URLs Checker: ทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ที่ถูกสั่งปิดจะไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีก
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม: มากกว่าการปิดเว็บ
การเดินหน้าโครงการ WebD ไม่เพียงแต่จะช่วยลดจำนวนเว็บไซต์ผิดกฎหมายประเภทต่างๆ เช่น เว็บพนันออนไลน์, เว็บหลอกลวงลงทุน, เว็บขายของผิดกฎหมาย หรือเว็บที่มีเนื้อหาลามกอนาจาร แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกในมิติทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
- ลดความเสียหายทางการเงิน: ประชาชนจะได้รับการปกป้องจากขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี การตัดช่องทางการเข้าถึงเว็บเหล่านี้คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของมิจฉาชีพ
- สร้างความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัล: เมื่อประชาชนมีความมั่นใจในความปลอดภัยของแพลตฟอร์มดิจิทัล จะส่งผลให้การทำธุรกรรมออนไลน์, E-commerce และการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลขยายตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
- เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ: การนำ AI มาทดแทนกระบวนการที่ต้องใช้กำลังคนสูง ช่วยให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และโยกย้ายบุคลากรไปทำงานในส่วนที่ต้องใช้การวิเคราะห์เชิงลึก หรืองานที่ต้องการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น
มาตรการเสริมทัพ: ‘DE-fence’ และ ‘ทางรัฐ’ เกราะป้องกันรอบด้าน
นอกเหนือจาก WebD ที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอียังได้เร่งรัดอีก 2 โครงการสำคัญ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยครบวงจร
- แพลตฟอร์ม ‘DE-fence’ ป้องกันการโทรหลอกลวง: เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยตรง โดยแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ทดลองใช้งานในเวอร์ชัน BETA จะทำหน้าที่เป็นแอปพลิเคชันบนมือถือ ช่วยคัดกรองสายเรียกเข้าและข้อความ SMS ที่น่าสงสัย พร้อมทั้งมีระบบยืนยันเบอร์โทรศัพท์จากหน่วยงานสำคัญ เช่น ตำรวจ หรือสถาบันการเงิน เพื่อให้ประชาชนแยกแยะระหว่างเบอร์จริงและเบอร์ของมิจฉาชีพได้
- ผนวกข้อมูลภัยพิบัติในแอปฯ ‘ทางรัฐ’: เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กรมอุตุนิยมวิทยาได้เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญเข้ากับแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ เรียบร้อยแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วัน, การติดตามเส้นทางพายุ และข้อมูลแผ่นดินไหว ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังคงทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบและจัดการกับข่าวปลอม (Fake News) โดยเฉพาะประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น กรณีข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม/บิดเบือนแล้ว 42 เรื่อง และได้ดำเนินการปิดกั้นไปแล้ว 29 URLs
การขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลเชิงรุกทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและกระทรวงดีอีในการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือหลักเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ สร้างความปลอดภัย และส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง
#WebD #แพลตฟอร์มAI #กระทรวงดีอี #ประเสริฐจันทรรวงทอง #สกัดเว็บเถื่อน #ปิดเว็บพนัน #อาชญากรรมออนไลน์ #รัฐบาลดิจิทัล #AIเพื่อเศรษฐกิจ #DEfence #ข่าวเศรษฐกิจ #ความปลอดภัยไซเบอร์

