ดีอีเอส เตือนภัย! แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น AIS ลวงเหยื่อฟอกเงิน

ดีอีเอส เตือนภัย! แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น AIS ลวงเหยื่อฟอกเงิน

กระทรวงดิจิทัลฯ เปิด 5 คดีเด่นรอบสัปดาห์ พบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS หลอกเหยื่อพัวพันคดีฟอกเงิน สูญเงินเกือบ 10 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมความเสียหายเพียง 5 คดีทะลุ 16 ล้านบาท ด้านศูนย์ AOC 1441 โชว์ผลงานระงับบัญชีกว่า 7.8 แสนบัญชี แนะประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” ป้องกันตนเอง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกโรงเตือนภัยประชาชนอย่างเร่งด่วน หลังศูนย์ AOC 1441 พบสถิติอาชญากรรมออนไลน์ที่น่ากังวล โดยในรอบสัปดาห์เดียวมีผู้เสียหายจาก 5 คดี สูญเงินรวมเกือบ 16 ล้านบาท โดยคดีที่สร้างความเสียหายสูงสุดเป็นกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ AIS หลอกลวงผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จนทำให้สูญเสียทรัพย์สินไปกว่า 9.4 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและอิทธิพลของมิจฉาชีพที่ยังคงเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

เจาะลึกกลโกงมหากาพย์ สูญ 9.4 ล้านบาทในพริบตา

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง ได้เปิดเผยรายละเอียดของคดีตัวอย่างที่น่าตกใจซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 14-20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุดถึง 9,472,047 บาท เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายจากการโทรศัพท์เพียงสายเดียว

มิจฉาชีพได้ติดต่อผู้เสียหายโดยอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ AIS และแจ้งข่าวร้ายว่าหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหายได้ถูกนำไปใช้เปิดบัญชีธนาคารที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงิน ด้วยความตกใจและกลัวความผิด ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อคำพูดของมิจฉาชีพอย่างง่ายดาย

จากนั้น กระบวนการหลอกลวงได้ยกระดับความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น โดยมิจฉาชีพได้ทำการเพิ่มเพื่อนผู้เสียหายผ่านแอปพลิเคชัน Line และมีการสนทนาผ่านวิดีโอคอล (VDO Call) กับบุคคลที่อ้างตนว่าเป็น “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้สมจริงยิ่งขึ้น ตำรวจปลอมรายนี้ได้ทำการสอบปากคำเบื้องต้นและอ้างว่าจะต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีธนาคารทั้งหมดของผู้เสียหายอย่างละเอียด

จุดสำคัญของกลโกงนี้คือการใช้จิตวิทยาข่มขู่ให้เกิดความกลัว โดยมิจฉาชีพได้สั่งให้ผู้เสียหายโอนเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในบัญชีของตนเอง รวมไปถึงเงินในบัญชีของบุคคลในครอบครัวทั้งหมด มายังบัญชีที่กำหนดเพื่อทำการ “ตรวจสอบ” พร้อมทั้งย้ำว่าหากไม่ให้ความร่วมมือจะถือเป็นความผิดตามกฎหมายขั้นร้ายแรง ด้วยความหวาดกลัวและสับสน ผู้เสียหายและครอบครัวจึงตัดสินใจโอนเงินทั้งหมดไปตามคำสั่ง หลังจากโอนเงินเสร็จสิ้น มิจฉาชีพทั้งหมดก็ได้ตัดการติดต่อและหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าในบัญชีและความเสียหายเกือบสิบล้านบาท

นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวว่า “จากเคสตัวอย่าง มิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็น เจ้าหน้าที่ AIS แจ้งว่ามีเบอร์โทร และบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนส่งต่อให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอม โดยหลอกให้ทำการโอนเงินตรวจสอบบัญชีของตัวผู้เสียหายและคนในครอบครัว พบเสียหายกว่า 9 ล้านบาท”

สารพัดกลลวงออนไลน์: จากรางวัลทิพย์สู่แอปดูดเงิน

นอกเหนือจากคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว ศูนย์ AOC 1441 ยังได้รายงานถึงกลโกงในรูปแบบอื่นๆ ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงเหยื่อทุกกลุ่ม

  • คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล (ความเสียหาย 1,700,000 บาท): มิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์กรมศุลกากร แจ้งว่าผู้เสียหายมีเงินออมคงเหลือจำนวนมากที่ต้องมาติดต่อรับคืน หากไม่สะดวกสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ผ่าน Line ได้ จากนั้นจะส่ง QR Code ให้สแกนเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว ซึ่งแท้จริงแล้วคือการติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน ทำให้เงินในบัญชีถูกโอนออกไปจนหมด
  • คดีหลอกทำกิจกรรมแลกรางวัล (ความเสียหาย 1,790,812 บาท): ผู้เสียหายพบโฆษณากิจกรรมแจกสินค้าเสริมความงามบน Facebook มิจฉาชีพหลอกให้เข้าร่วมกิจกรรมกดถูกใจสินค้าเพื่อสะสมคะแนนแลกรางวัลใหญ่ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องโอนเงินเพื่อ “เข้าร่วม” หรือ “แก้ไขระบบ” เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินคืนได้และถูกตัดการติดต่อ
  • คดีหลอกลงทุนเทรดหุ้น (ความเสียหาย 1,752,617 บาท): เริ่มจากการพบโฆษณาชวนลงทุนบน Facebook และถูกดึงเข้ากลุ่ม Line ที่มี “ผู้เชี่ยวชาญ” สอนการลงทุน มิจฉาชีพจะให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมสำหรับการเทรด ในช่วงแรกจะสามารถถอนกำไรเล็กน้อยได้เพื่อสร้างความเชื่อใจ ก่อนจะหลอกให้ลงทุนเพิ่ม เมื่อต้องการถอนเงินก้อนใหญ่ กลับถูกอ้างว่าบัญชีพัวพันคดีฟอกเงินและต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อก
  • คดีหลอกให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) (ความเสียหาย 1,202,000 บาท): มิจฉาชีพใช้โปรไฟล์ชายหนุ่มหน้าตาดีใน Tiktok ติดต่อพูดคุยจนผู้เสียหายไว้วางใจ จากนั้นจึงชักชวนให้ลงทุนในกองทุนหุ้นกู้เพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน เมื่อผู้เสียหายโอนเงินลงทุนไปแล้ว ก็จะมีการกุเรื่องยืมเงินเพิ่มโดยอ้างว่าป่วยหนักต้องการเงินรักษาพยาบาล สุดท้ายเมื่อผู้เสียหายเริ่มสงสัยและขอนัดเจอ ก็จะถูกปฏิเสธและบล็อกการติดต่อ

รวมมูลค่าความเสียหายจากทั้ง 5 คดีนี้ สูงถึง 15,917,476 บาท

ผลการดำเนินงานศูนย์ AOC 1441 และสถิติภัยออนไลน์

กระทรวงดีอีได้เปิดเผยสถิติผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC 1441 นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย:

  • จำนวนสายโทรเข้า 1441: 1,923,498 สาย หรือเฉลี่ยวันละ 3,073 สาย
  • การระงับบัญชีธนาคาร: สามารถระงับบัญชีม้าได้แล้ว 781,683 บัญชี หรือเฉลี่ยวันละ 1,249 บัญชี
  • 5 อันดับประเภทคดีที่ระงับบัญชีสูงสุด:
    1. หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ: 246,805 บัญชี (31.57%)
    2. หลอกลวงหารายได้พิเศษ: 177,894 บัญชี (22.76%)
    3. หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล: 116,519 บัญชี (14.91%)
    4. หลอกลวงลงทุน: 107,646 บัญชี (13.77%)
    5. หลอกลวงให้กู้เงิน: 55,415 บัญชี (7.09%)

คำแนะนำและแนวทางป้องกันจากกระทรวงดีอี

โฆษกกระทรวงดีอีได้ย้ำเตือนว่า ประชาชนควรตรวจสอบให้แน่ชัดเสมอเมื่อมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากองค์กรต่างๆ หรือหน่วยงานราชการ โดยพึงระลึกไว้เสมอว่า

“เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดียเพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือทำธุรกรรมทางการเงิน”

นอกจากนี้ การลงทุนในธุรกิจที่ไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น ก.ล.ต. หรือ ธปท. ถือเป็นความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือ

ห้ามสแกน QR Code หรือกดดาวน์โหลดลิงก์แปลกปลอมที่ไม่ได้รับการตรวจสอบเด็ดขาด เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงินและข้อมูลส่วนตัวโดยไม่รู้ตัว

กระทรวงดีอีขอให้ประชาชนยึด หลัก “4 ไม่” เพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเอง

  1. ไม่กดลิงก์: ไม่กดลิงก์ที่ส่งมาจาก SMS, Line หรืออีเมลที่ไม่รู้จัก
  2. ไม่เชื่อ: ไม่เชื่อคำพูดชักชวนหรือข่มขู่ที่ง่ายเกินจริง
  3. ไม่รีบ: ตั้งสติ ไม่รีบร้อนทำตามคำสั่ง
  4. ไม่โอน: ไม่โอนเงินอย่างเด็ดขาดหากยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

หากประชาชนท่านใดตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทันทีที่ ศูนย์ AOC สายด่วน 1441 เพื่อดำเนินการระงับและอายัดบัญชีคนร้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสามารถแจ้งเบาะแสข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบได้ที่สายด่วน 1111

#เตือนภัยออนไลน์ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #หลอกลงทุน #AIS #กระทรวงดีอี #AOC1441 #หลอกโอนเงิน #แอปดูดเงิน #RomanceScam #ฟอกเงิน

Related Posts