“รองนายกฯ ประเสริฐ” ในฐานะประธาน กนช. สั่งการทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังเต็มพิกัด บริหารจัดการมวลน้ำจากอิทธิพลพายุ “วิภา” ที่ถล่มภาคเหนือและอีสาน เผยสถานการณ์ 4 จังหวัดยังน่าห่วง โดยเฉพาะเชียงราย-สุโขทัยที่กระทบพื้นที่เศรษฐกิจ สั่งจับตาแม่น้ำโขงและเตรียมรับมือน้ำหลากระลอกใหม่ ย้ำรัฐบาลเร่งเยียวยาทั่วถึง ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตประชาชนกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” และร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้แถลงการณ์ ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมสั่งการเชิงรุกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อคลี่คลายสถานการณ์และฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน
นาย ประเสริฐ กล่าวว่า “รัฐบาลมีความห่วงใยต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” พร้อมเปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงาน จัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว)” ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 4 ลุ่มน้ำหลัก ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่:
- ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและลุ่มน้ำบางปะกง: ตั้งศูนย์ฯ ที่จังหวัดระยอง
- ลุ่มน้ำโขงเหนือ: ตั้งศูนย์ฯ ที่จังหวัดเชียงราย
- ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ: ตั้งศูนย์ฯ ที่จังหวัดหนองคาย
- ลุ่มน้ำยม – น่าน: ตั้งศูนย์ฯ ที่จังหวัดสุโขทัย
ศูนย์ฯ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกองบัญชาการส่วนหน้าในการ “บริหารจราจรน้ำ” ทั้งในรูปแบบการระบายน้ำข้ามลุ่มน้ำและข้ามจังหวัด เพื่อลดผลกระทบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และสนับสนุนข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายในภาวะวิกฤติ เพื่อให้การช่วยเหลือและคลี่คลายสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด
ระดมสรรพกำลังเต็มพิกัด เร่งระบายน้ำ-ช่วยเหลือประชาชน
ภายใต้การสั่งการดังกล่าว หน่วยงานในแต่ละพื้นที่ได้ประสานความร่วมมืออย่างเต็มกำลังเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ โดยมีการสนับสนุนเครื่องจักรกลขนาดใหญ่เข้าสู่พื้นที่ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสูบน้ำสมรรถนะสูง เครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังออกจากพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมโดยเร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ถนน สะพาน และระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย
ในส่วนของการป้องกัน ได้มีการจัดเรียงกระสอบทรายและกระสอบทรายขนาดใหญ่ (Big Bag) เพื่อสร้างแนวกั้นน้ำชั่วคราวในจุดเสี่ยงและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งได้มีการอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จัดเตรียมไว้อย่างปลอดภัย พร้อมจัดตั้งโรงครัวพระราชทานและโรงครัวประกอบเลี้ยง เพื่อดูแลด้านอาหารและการดำรงชีพอย่างทั่วถึง รวมถึงการดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมยุทโธปกรณ์สำหรับกู้ภัยไว้อย่างครบครัน ทั้งเรือยนต์ เรือท้องแบน เจ็ทสกี รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อใช้ในการสำรวจพื้นที่และลำเลียงสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ขณะที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองอาสารักษาดินแดน ได้เข้าดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางที่ถูกน้ำท่วม และติดตั้งสะพานเบลีย์เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรชั่วคราวในจุดที่สะพานขาด
เจาะลึกสถานการณ์ 4 จังหวัดวิกฤติ จับตาเชียงราย-สุโขทัยใกล้ชิด
นายประเสริฐได้ให้รายละเอียดถึงสถานการณ์ใน 4 จังหวัดที่ยังคงน่าเป็นห่วง ดังนี้:
- จังหวัดน่านและแพร่: จังหวัดน่านเคยเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะที่ ต.ยอด อ.สองแคว ซึ่งมีฝนสะสมกว่า 500 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักได้ลดลงอย่างต่อเนื่องและเข้าสู่ระยะฟื้นฟูแล้ว เช่นเดียวกับจังหวัดแพร่ที่สถานการณ์กำลังคลี่คลายลงตามลำดับ
- จังหวัดเชียงราย: กลายเป็นพื้นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมมากกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ซึ่งเป็นจุดรับน้ำจากฝั่งเมียนมาโดยตรง เกิดภาวะน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน สร้างความเสียหายต่อร้านค้าและธุรกิจในพื้นที่ ขณะนี้ระดับน้ำยังคงทรงตัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
- จังหวัดสุโขทัย: แนวโน้มระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นในบางจุด ซึ่ง กนช. ได้สั่งการให้มีการบริหารจัดการมวลน้ำจากภาคเหนืออย่างเป็นระบบ โดยใช้หลักการ “จราจรน้ำ” อย่างเต็มรูปแบบ คือ ปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนนเรศวร เพื่อชะลอการไหลของน้ำ จากนั้นจึงเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมตัวเมืองสุโขทัยซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ นอกจากนี้ยังได้มีการเสริมแนวป้องกันในจุดเสี่ยงซ้ำซาก และที่สำคัญคือได้เตรียมพร้อม “ทุ่งบางระกำโมเดล” ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำนองขนาดใหญ่ สามารถหน่วงน้ำได้ถึง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแก้มลิงธรรมชาติ ลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง
เฝ้าระวัง “แม่สอด” จุดปะทุใหม่ และเตรียมรับมือเจ้าพระยา-แม่น้ำโขง
สถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ได้เกิดจุดปะทุใหม่ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน บริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมีฝนตกหนักถึง 98 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเมยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของแม่สอด เช่น ตลาดริมเมย สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยระดับน้ำที่จุดตรวจวัดบ้านห้วยแล้งสูงกว่าตลิ่งถึง 3.60 เมตร แม้จะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มองไปข้างหน้าเพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาว โดยสั่งการให้มีการบูรณาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา โดยให้ประสานการทำงานระหว่างเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำฝนระลอกใหม่ที่คาดว่าจะมาถึงในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้
นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังสถานการณ์แม่น้ำโขงตลอด 24 ชั่วโมง หลังได้รับรายงานว่าเขื่อนน้ำเทิน 1 ใน สปป.ลาว ได้เพิ่มการระบายน้ำอย่างฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงของไทยเพิ่มสูงขึ้น 0.5 – 1 เมตร จึงได้มีการเตรียมแผนรับมือและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงแล้ว
นายประเสริฐทิ้งท้ายด้วยการยืนยันว่า “รัฐบาลจะเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในทุกพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเร็วที่สุด” พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
“ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์และข่าวสารผ่านช่องทาง ได้แก่ Application และ Website “Nation Thai Water”, LINE “ไทยคู่ฟ้า” และ ช่องทางแชท Facebook ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งเปิดให้สอบถามและติดตามข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน “ปภ.เตือนภัย” ที่โทรศัพท์หมายเลข 1748” นายประเสริฐ กล่าว
#พายุวิภา #น้ำท่วม68 #ประเสริฐจันทรรวงทอง #รัฐบาลเศรษฐา #บริหารจัดการน้ำ #สทนช #เตือนภัยน้ำท่วม #เศรษฐกิจไทย #น้ำท่วมเชียงราย #น้ำท่วมสุโขทัย #น้ำท่วมแม่สอด

