รัฐบาลเร่งเครื่อง! ตั้งทีมสำรวจร่วมไทย-เมียนมา สางปม สารหนู แม่น้ำกก

รัฐบาลเร่งเครื่อง! ตั้งทีมสำรวจร่วมไทย-เมียนมา สางปม สารหนู แม่น้ำกก

‘ประเสริฐ’ เดินหน้าเต็มสูบ แก้ปัญหา สารหนู ปนเปื้อนใน แม่น้ำกก และลุ่มน้ำโขง เผยตั้ง ‘คณะสำรวจร่วมไทย-เมียนมา’ ดึง MRC ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เตรียมนำทีมเยือนเมียนมา สิงหาคมนี้ หวังปลดล็อกปัญหาระหว่างประเทศ ปกป้องเศรษฐกิจ-เกษตรกรรม-ท่องเที่ยวภาคเหนือมูลค่ามหาศาล พร้อมอนุมัติมาตรการเชิงรุกสร้างฝายดักตะกอนธรรมชาติแก้ปัญหาระยะยาว

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – รัฐบาลไทยยกระดับการแก้ไขปัญหา สารหนู ปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานใน แม่น้ำกก และลำน้ำสาขาอย่างจริงจัง ล่าสุดเตรียมจัดตั้ง “คณะสำรวจร่วมไทย-เมียนมา” เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน โดยมีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เข้าร่วมในฐานะองค์กรกลางผู้เชี่ยวชาญ นับเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือตอนบนมาอย่างยาวนาน

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เปิดเผยโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ครั้งที่ 2/2568 ซึ่งมีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นายประเสริฐยืนยันว่า “รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับปัญหาการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง และได้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศผ่านกลไกความร่วมมือต่างๆ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่กก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก อย่างยั่งยืน”

เดิมพันทางเศรษฐกิจ: เมื่อแม่น้ำป่วย กระทบเส้นเลือดใหญ่ภาคเหนือ

แม่น้ำกกไม่เพียงแต่เป็นแหล่งน้ำสำคัญเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาค เกษตรกรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของรายได้ประชากรในพื้นที่ พืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าว ลำไย ลิ้นจี่ และพืชผักต่างๆ ล้วนต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกในการเพาะปลูก

แม้ผลการตรวจสอบล่าสุดจากกรมควบคุมมลพิษจะระบุว่ายังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูในพืชผลทางการเกษตรเกินค่ามาตรฐาน แต่สถานการณ์การปนเปื้อนในแหล่งน้ำและตะกอนดินที่ยังคง “ทรงตัว” และเกินเกณฑ์ในหลายจุด ถือเป็นความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ในระยะยาว หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กระทบต่อมูลค่าสินค้าเกษตร และอาจนำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคตได้

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีภาพลักษณ์ของเมืองแห่งธรรมชาติที่สวยงาม อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำอาจทำให้นักท่องเที่ยวลดความสนใจในกิจกรรมทางน้ำ เช่น การล่องเรือชมทิวทัศน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติย่อมส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดและของประเทศ

สารหนู แม่น้ำกก

เจาะลึกมาตรการเชิงรุก: จากฝายดักตะกอน สู่โต๊ะเจรจา

ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบใน 4 มาตรการหลักเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้อย่างรอบด้าน สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานที่ผสมผสานทั้งมาตรการทางวิศวกรรม การเฝ้าระวัง และการทูตระหว่างประเทศ

  1. การเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์: กรมควบคุมมลพิษยังคงติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินอย่างใกล้ชิด แม้สถานการณ์จะยังทรงตัว แต่ข้อมูลล่าสุดยังคงน่าเป็นห่วง โดยพบค่าสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานในหลายจุด อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำประปา สัตว์น้ำ พืชผลการเกษตร และปัสสาวะของประชาชนในพื้นที่ ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสูงสุดต่อไป
  2. การบริหารจัดการในพื้นที่: การจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าศูนย์ฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและระดับจังหวัดให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การให้ความช่วยเหลือ และที่สำคัญคือการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อป้องกันความสับสนและข่าวลวง
  3. มาตรการแก้ปัญหาระยะยาวในประเทศ: ที่ประชุมได้เร่งรัดให้มีการออกแบบ “ระบบดักตะกอน” โดยใช้แนวทางธรรมชาติบำบัด (Nature-Based Solution: NBS) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2568 โดยแบบก่อสร้างจะผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในปลายเดือนสิงหาคม 2568 นี้
  4. ความร่วมมือระหว่างประเทศ: กุญแจสำคัญสู่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ: นี่คือหัวใจสำคัญของความคืบหน้าในครั้งนี้ ที่ผ่านมาสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สปป.ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม ได้มีการประชุมและลงพื้นที่สำรวจร่วมกันแล้ว ซึ่งถือเป็นการดึงองค์กรระหว่างประเทศที่มีความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมแก้ปัญหา

ล่าสุดคือการยกระดับความร่วมมือไปอีกขั้น ด้วยการจัดตั้ง “คณะสำรวจร่วมไทย-เมียนมา” ซึ่งจะมี MRC เข้าร่วมด้วย โดยนายประเสริฐกล่าวว่า “ได้มีการหารือระหว่างผู้เชี่ยวชาญของไทยและเมียนมาเป็นครั้งแรกที่กรุงเนปยีดอ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและเห็นพ้องว่าการสำรวจพื้นที่ร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปและข้อเท็จจริงที่ตรงกันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม”

เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว นายประเสริฐเปิดเผยถึงภารกิจสำคัญที่กำลังจะมาถึงว่า “เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น กระทรวงการต่างประเทศ ได้นัดหมายให้ผมไปพบหารือกับรัฐบาลเมียนมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 นี้”

การเดินทางเยือนเมียนมาของรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะจะเป็นการยกระดับการหารือจากระดับผู้เชี่ยวชาญสู่ระดับรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาที่ชัดเจนร่วมกัน อันเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาสารหนูปนเปื้อนในลุ่มน้ำโขงได้อย่างยั่งยืน และปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว

#แม่น้ำกก #สารหนูปนเปื้อน #เศรษฐกิจเชียงราย #ประเสริฐจันทรรวงทอง #แก้ปัญหาน้ำเสีย #ความร่วมมือไทยเมียนมา #คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง #MRC #เกษตรภาคเหนือ #สิ่งแวดล้อมไทย

Related Posts