GSMA เผยรายงานล่าสุด “Mobile Economy Asia Pacific 2025” ชี้ภาคอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้แก่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2024 ถึง 9.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะพุ่งทะยานสู่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยมีเทคโนโลยี 5G เป็นหัวหอกสำคัญ อย่างไรก็ตาม รายงานได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า ทั้งต้นทุนคลื่นความถี่ที่พุ่งสูงขึ้น ช่องว่างการลงทุนในพื้นที่ห่างไกล และภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งต้มตุ๋นที่สร้างความเสียหายเป็นประวัติการณ์ เรียกร้องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของเศรษฐกิจดิจิทัล
TheReporterAsia – สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) ได้เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2025 (Mobile Economy Asia Pacific 2025) ภายในงาน Digital Nation Summit Singapore 2025 โดยระบุว่าเทคโนโลยีและบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในปี 2024 เป็นเงินจำนวนมหาศาลถึง 9.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 6.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของทั้งภูมิภาค
ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่ยังครอบคลุมถึงการจ้างงานในวงกว้าง โดยระบบนิเวศของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้สนับสนุนการจ้างงานถึง 17 ล้านตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นการจ้างงานโดยตรงในอุตสาหกรรม 11 ล้านตำแหน่ง และการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีก 6 ล้านตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐในรูปแบบของภาษีมากกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยังไม่นับรวมค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่และค่าใบอนุญาตอื่นๆ
รายงานคาดการณ์ว่าแรงขับเคลื่อนนี้จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือคิดเป็น 6.6% ของ GDP ภูมิภาค ปัจจัยสำคัญมาจากการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ที่มีเทคโนโลยีอย่าง 5G, อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นกลไกหลัก
อนาคต 5G: การลงทุนมหาศาลท่ามกลางความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง
การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี 5G ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต โดยกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่าย (Operators) ได้ทุ่มงบประมาณลงทุนในโครงข่าย 5G ไปแล้วเกือบ 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างปี 2019 ถึง 2024 และยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมอีก 2.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปจนถึงปี 2030
การลงทุนดังกล่าวส่งผลให้อัตราการใช้งาน 5G ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2024 มีสัดส่วนอยู่ที่ 18% ของการเชื่อมต่อทั้งหมด และคาดว่าจะก้าวกระโดดไปถึง 50% หรือครองครึ่งหนึ่งของการเชื่อมต่อทั้งหมดภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการเติบโตของ 5G ในภูมิภาคยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน:
- กลุ่มตลาด 5G ที่พัฒนาแล้ว (Developed 5G Markets): ประเทศอย่างเกาหลีใต้มีสัดส่วนการใช้ 5G สูงถึง 59% ในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 87% ในปี 2030 ตามมาด้วยออสเตรเลียที่ 58% ในปี 2024 และญี่ปุ่นที่ 46% สิงคโปร์แม้จะอยู่ที่ 22% ในปี 2024 แต่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 96% ในปี 2030 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
- กลุ่มตลาด 5G เกิดใหม่ (Emerging 5G Markets): ในทางกลับกัน ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ยังมีสัดส่วนการใช้งานที่ต่ำกว่ามาก เช่น อินเดียอยู่ที่ 24% , ฟิลิปปินส์ 9% , และอินโดนีเซียเพียง 4% ในปี 2024 ขณะที่ปากีสถานยังไม่มีการเชื่อมต่อ 5G ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม
เมฆหมอกแห่งความท้าทาย: อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม
แม้ว่าศักยภาพการเติบโตจะสดใส แต่รายงานของ GSMA ได้ชี้ให้เห็นถึง 3 ความท้าทายหลักที่อาจบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค
1. ต้นทุนคลื่นความถี่ที่พุ่งสูง (Rising Spectrum Costs): หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดคือต้นทุนด้านคลื่นความถี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รายงานระบุว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านคลื่นความถี่ต่อรายได้ของผู้ให้บริการเครือข่ายได้เพิ่มขึ้นจาก 3% ในปี 2014 มาอยู่ที่ 9% ในปี 2023 ซึ่งหมายความว่าต้นทุนได้เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในรอบทศวรรษ สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการลงทุนขยายโครงข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทและตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการการลงทุนสูง
2. ช่องว่างการเชื่อมต่อ (Connectivity Gap): แม้การขยายโครงข่ายจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ประชากรกว่า 700 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ (Offline) ปัญหานี้ไม่ได้มาจาก “ช่องว่างด้านความครอบคลุม” (Coverage Gap) หรือพื้นที่ไม่มีสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่มาจาก “ช่องว่างด้านการใช้งาน” (Usage Gap) ซึ่งคือการที่ประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนมือถือ แต่ไม่ได้ใช้งานด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่าย, ขาดทักษะดิจิทัล หรือไม่มีอุปกรณ์ที่รองรับ
ข้อมูลจาก GSMA Intelligence แสดงให้เห็นช่องว่างด้านการใช้งานที่น่ากังวลในหลายประเทศ เช่น บังกลาเทศมีช่องว่างนี้สูงถึง 69% , อินเดีย 48% , และอินโดนีเซีย 40% ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
3. ภัยคุกคามไซเบอร์และเศรษฐกิจต้มตุ๋น (Scams and Cybersecurity Threats): ความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยตรงคือการเติบโตของ “เศรษฐกิจต้มตุ๋น” (Scam Economy) รายงานชี้ว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว อาชญากรรมออนไลน์และแก๊งต้มตุ๋นได้สร้างความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลกไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การมาถึงของเทคโนโลยี 5G และ IoT ยิ่งเป็นการขยาย “พื้นที่เสี่ยงต่อการโจมตี” (Attack Surface) ทำให้ภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น
เสียงเรียกร้องถึงความร่วมมือและแนวทางสู่อนาคต
นายจูเลียน กอร์แมน หัวหน้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของ GSMA ได้กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า “การเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเหมือนออกซิเจนของการปฏิรูปสู่ดิจิทัลในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และความเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาของเราได้ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจน: ค่าบริการคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นสามเท่าในทศวรรษที่ผ่านมา และประชากรกว่า 700 ล้านคนยังคงเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อรักษากำลังขับเคลื่อนนี้ไว้ เราต้องการการดำเนินการที่เด็ดขาด ทั้งในเรื่องคลื่นความถี่ราคาที่เข้าถึงได้ รูปแบบการจัดหาเงินทุนที่ชาญฉลาดขึ้น และการดำเนินการร่วมกันเพื่อต่อสู้กับแก๊งต้มตุ๋นและภัยคุกคามทางไซเบอร์”
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ภาคอุตสาหกรรมได้เริ่มดำเนินการในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบตรวจจับการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ การปรับใช้สถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบ Zero-Trust และการจัดตั้งคณะทำงานข้ามภาคส่วน หนึ่งในนั้นคือคณะทำงานต่อต้านการหลอกลวงข้ามภาคส่วนแห่งเอเชียแปซิฟิก (ACAST) ที่นำโดย GSMA ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ให้บริการมือถือและแพลตฟอร์มดิจิทัลใน 16 ประเทศ เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ผ่านการแบ่งปันข้อมูล การสร้างความตระหนักรู้ และนวัตกรรมทางเทคนิค
นอกจากนี้ โครงการ GSMA Open Gateway ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกในการสร้างมาตรฐาน API ของเครือข่าย ก็กำลังมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับการฉ้อโกง โดยช่วยให้นักพัฒนาและองค์กรต่างๆ สามารถฝังคุณสมบัติด้านการยืนยันตัวตนและความปลอดภัยขั้นสูงเข้าไปในบริการดิจิทัลได้โดยตรง
ในเชิงนโยบาย รายงานได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการ 3 ด้านหลักเพื่อบรรลุเป้าหมายทางดิจิทัลของภูมิภาค:
- ลดช่องว่างการลงทุน: ใช้มาตรการจูงใจทางการคลัง การสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐ และการส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เพื่อเร่งการขยายโครงข่ายในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง
- กลยุทธ์คลื่นความถี่ที่ยั่งยืน: กำหนดแผนงานด้านคลื่นความถี่ที่ชัดเจน โดยเฉพาะคลื่นความถี่ย่านต่ำและย่านกลาง พร้อมโมเดลการตั้งราคาที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการขยายโครงข่าย 5G และวางรากฐานสำหรับ 6G
- กฎระเบียบที่เอื้อต่อนวัตกรรม: ส่งเสริมกฎระเบียบที่มีความยืดหยุ่น เป็นกลางทางเทคโนโลยี เพื่อให้บริการใหม่ๆ สามารถเติบโตได้โดยไม่กระทบต่อการคุ้มครองผู้บริโภค
อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยศักยภาพที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้ อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งการบริหารจัดการต้นทุนคลื่นความถี่ การลดช่องว่างการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความสำเร็จในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือที่แน่วแน่ระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม และทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อปลดล็อกพลังของเศรษฐกิจดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกคนในภูมิภาค
#ข่าวเศรษฐกิจ #GSMA #5G #DigitalEconomy #เศรษฐกิจดิจิทัล #เอเชียแปซิฟิก #AsiaPacific #Cybersecurity #ลงทุน #เศรษฐกิจเอเชีย #คลื่นความถี่

