“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ประกาศความสำเร็จครึ่งปีแรก 2568 สร้างยอดขายรวมกว่า 14,049 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งกลุ่มโครงการพร้อมอยู่และโครงการใหม่ “พีระพงศ์ จรูญเอก” ซีอีโอ มั่นใจเดินหน้าต่อครึ่งปีหลังภายใต้กลยุทธ์ “Resilience Leads To Sustainable Growth” พร้อมตุน Backlog หนากว่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและคลังสินค้าเติบโตแข็งแกร่ง
กรุงเทพฯ – ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย ได้ประกาศผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) โดยสามารถสร้างยอดขาย (Presales) รวมได้สูงถึง 14,049 ล้านบาท ตอกย้ำถึงศักยภาพในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในเครือ
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกถือเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยยอดขายกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อโครงการของเราอย่างต่อเนื่อง”
เจาะลึกพอร์ตโฟลิโอ ดันยอดขายเติบโตทุกมิติ
เมื่อพิจารณาสัดส่วนยอดขายที่เกิดขึ้น จะพบว่ามาจาก โครงการคอนโดมิเนียมประมาณ 81% และ โครงการบ้านจัดสรรประมาณ 19% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดคอนโดมิเนียมในเครือออริจิ้นฯ ที่ยังคงเป็นหัวหอกหลักในการสร้างการเติบโต
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แหล่งที่มาของยอดขาย โดยยอดขายส่วนใหญ่ราว 57% มาจากกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ชี้ให้เห็นว่าบริษัทสามารถระบายสต็อกคงค้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการเข้าอยู่ทันที ขณะที่อีก 43% มาจากกลุ่มโครงการที่เปิดขายใหม่ (New Launch) และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง (Ongoing) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการรับรู้รายได้ในอนาคต
ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ออริจิ้นได้เปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 4,550 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2/2568 ได้มีการเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 3 โครงการรวด ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ได้แก่:
- โครงการ บริทาเนีย สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ (Britania Suksawat-Prachautid)
- โครงการ แกรนด์ บริทาเนีย กรุงเทพกรีฑา – สุวรรณภูมิ (Grand Britania Krungthep Kreetha-Suvarnabhumi)
- โครงการ บริทาเนีย บางแสน (Britania Bangsaen)
ทั้ง 3 โครงการดังกล่าว มีอัตราการจอง (Take-up Rate) เฉลี่ยสูงถึงกว่า 40% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงความสำเร็จในการเลือกทำเลและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้บริโภคของแบรนด์ “บริทาเนีย”

ส่งต่อโมเมนตัมสู่ครึ่งปีหลัง ตุน Backlog แน่นกว่า 4,000 ล้าน
สำหรับทิศทางในไตรมาสที่ 3/2568 บริษัทมีแผนการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมรวมถึง 7 โครงการ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้รายได้ของบริษัท ประกอบด้วย:
- ดิ ออริจิ้น เพลส บางนา
- ดิ ออริจิ้น บางแค
- ดิ ออริจิ้น พหล57
- เดอะ แฮมป์ตัน สวีท ระยอง
- แกรนด์ บริทาเนีย กรุงเทพกรีฑา – สุวรรณภูมิ
- บริทาเนีย สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ
- บริทาเนีย บางแสน
ปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นต่อผลประกอบการในอนาคตคือ ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ซึ่งในส่วนของคอนโดมิเนียม 4 โครงการข้างต้น มีมูลค่ารวมแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นเครื่องการันตีถึงความมั่นคงของรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในอนาคตอันใกล้
ธุรกิจอื่นเสริมแกร่ง สร้างรายได้ประจำอย่างยั่งยืน
นอกเหนือจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายแล้ว ออริจิ้นยังประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กร
- ธุรกิจโรงแรม: ปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง และมีแผนจะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 3 แห่งภายในปี 2568 นี้ โดย 2 แห่งเป็นการ Re-opening โรงแรมที่เข้าซื้อกิจการ (Acquire) มาเมื่อปี 2566 ในทำเลท่องเที่ยวยุทธศาสตร์อย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ และอีก 1 แห่งในกรุงเทพฯ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวส่งผลดีอย่างชัดเจน เห็นได้จาก อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของโรงแรมในเครือที่สูงเฉลี่ยถึง 73%
- ธุรกิจคลังสินค้า (Warehouse): ธุรกิจในกลุ่มเมกะเทรนด์ระยะยาว นี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีคลังสินค้าตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ 9 แห่ง อาทิ รังสิต, บางนา กม.19, กม.22, กม.23, แหลมฉบัง และในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมมีพื้นที่กว่า 410,744 ตารางเมตร ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 มีพื้นที่เปิดดำเนินการแล้วกว่า 311,850 ตารางเมตร และมี อัตราการเช่าสูงถึง 94.5% โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่คลังสินค้าให้ได้ถึง 1 ล้านตารางเมตรตามแผนธุรกิจ
ขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ “Resilience Leads To Sustainable Growth”
นายพีระพงศ์กล่าวปิดท้ายว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์หลักประจำปี 2568 คือ “Resilience Leads To Sustainable Growth” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารองค์กรให้พร้อมรับมือต่อทุกการเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการเพื่อสังคม “Origin Give, We give to grow sustainability together”
โครงสร้างธุรกิจของออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (แบรนด์คอนโดมิเนียม เช่น Park Origin, Knightsbridge, The Origin และบ้านจัดสรรภายใต้แบรนด์ Britania)
2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (โรงแรม, ค้าปลีก)
3.ธุรกิจบริการ (บริหารนิติบุคคล, นายหน้า) และ
4.กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ (โลจิสติกส์, เฮลท์แคร์, พลังงาน) ซึ่งการกระจายธุรกิจที่หลากหลายนี้เป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
#ออริจิ้น #OriginProperty #ORI #อสังหาริมทรัพย์ #หุ้นอสังหา #ผลประกอบการ #เศรษฐกิจ #การลงทุน #บ้านและคอนโด #พีระพงศ์จรูญเอก #Britania #ธุรกิจโรงแรม #โลจิสติกส์ #Resilience #SustainableGrowth

