ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ SCG ปักหมุดความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมปูนซีเมนต์แห่งอนาคตและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูง เพื่อตอบโจทย์มาตรการสิ่งแวดล้อมระดับสากลและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
เอสซีจี เปิดฉากเวทีโลก Cemtech ASIA 2026 ปักธงผู้นำปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในอาเซียน
เอสซีจี (SCG) ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและนิทรรศการระดับโลก “Cemtech ASIA 2026” ในระหว่างวันที่ 14-17 มิถุนายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร งานดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์จากทั่วทุกมุมโลกมาผสมผสานแนวคิด แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีล้ำสมัย และแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ท่ามกลางความท้าทายของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในระดับสากล การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศักยภาพของไทย แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนโรดแมปการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ของอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง
การได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในงานระดับนานาชาติครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาคมโลกมีต่อเสถียรภาพและวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีของเอสซีจี ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการลดผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรโลก ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งพร้อมใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าคาร์บอนต่ำอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสอันดีในการขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และส่งเสริมการส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวของไทยสู่ตลาดอาเซียน
สำหรับทิศทางและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในครั้งนี้ คุณสุรชัย นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญขององค์กรไว้ว่า:
“เอสซีจี ผู้นำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรและเพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องในกระบวนการผลิต ตอบโจทย์อุตสาหกรรมก่อสร้างในอาเซียนและตลาดโลก”
นวัตกรรมต้นแบบ LC3 และการปฏิวัติพลังงานความร้อนด้วย Rondo Heat Battery
ไฮไลต์สำคัญที่เอสซีจีนำเสนอต่อคณะผู้ร่วมงานระดับโลก คือการเปิดตัวปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำสูตรใหม่อย่าง “SCG LC3 Structural Cement” ซึ่งเป็นปูนซีเมนต์โครงสร้างที่พัฒนาขึ้นจากการผสมผสานระหว่างดินเหนียวผ่านกระบวนการเผา (Calcined Clay) หินปูน (Limestone) และวัสดุผสมพิเศษ นวัตกรรมนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตได้สูงถึง 30–40% เมื่อเทียบกับปูนซีเมนต์แบบดั้งเดิม โดยที่ยังคงคุณสมบัติความแข็งแรงทนทานตามมาตรฐานสากล และได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม EPD (Environmental Product Declaration) เรียบร้อยแล้ว
นอกจากสูตรปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว กระบวนการผลิตที่โรงงานท่าหลวง จังหวัดสระบุรี ยังมีการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง โดยมีการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) ที่ได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบและฟางข้าว ในสัดส่วนที่สูงถึง 40% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ควบคู่ไปกับการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อีกกว่า 35% การจัดการระบบพลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพนี้ ช่วยให้อุตสาหกรรมหนักสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างยั่งยืน
ย่ิงไปกว่านั้น เอสซีจียังสร้างความฮือฮาด้วยการเป็นรายแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ติดตั้งระบบ “Rondo Heat Battery” หรือแบตเตอรี่กักเก็บความร้อนภายในโรงงานปูนซีเมนต์ท่าหลวง ระบบดังกล่าวจะทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาด ให้กลายเป็นพลังงานความร้อนสะสมไว้ในอิฐทนไฟชนิดพิเศษที่ทนอุณหภูมิได้สูงถึง 1,500 องศาเซลเซียส เทคโนโลยีนี้สามารถจ่ายพลังงานความร้อนคืนสู่กระบวนการผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีประสิทธิภาพในการกักเก็บและจ่ายพลังงานสูงถึง 97% และมีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 40 ปี ซึ่งเข้ามาแก้ไขจุดอ่อนของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียรได้เป็นอย่างดี
เสริมแกร่งด้วยวัสดุทนไฟระดับโลก SRIC และพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ
ในส่วนของการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานสีเขียว บริษัท เอสอาร์ไอซี (SRIC) ซึ่งเป็นผู้นำด้านวัสดุทนไฟในเครือเอสซีจี ได้ร่วมนำเสนอนวัตกรรม “Anti-Hydration Brick” ซึ่งถือเป็นอิฐทนไฟชนิดแรกของโลกที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถยืดอายุการจัดเก็บจากเดิม 6 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 24 เดือน นวัตกรรมนี้ช่วยลดความสูญเสียและปริมาณขยะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของวัสดุในสายการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ SRIC ยังได้ร่วมมือกับ Rondo Energy ในการพัฒนา “Thermal Media สำหรับ Heat Battery” ซึ่งเป็นวัสดุกักเก็บความร้อนประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการทำงานของแบตเตอรี่ความร้อนให้สามารถจ่ายพลังงานได้สม่ำเสมอตลอดทั้งวัน
ระบบการบริหารจัดการพลังงานภายในโรงงานท่าหลวงยังครอบคลุมไปถึงการติดตั้ง “Solar Floating” หรือระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ผิวน้ำว่างเปล่าภายในแหล่งน้ำของโรงงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ระบบนี้มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 16.6 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ต่อปี สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 8,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับพลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ
การผสมผสานระหว่างผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีกักเก็บความร้อน และการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ ถือเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบที่เอสซีจีนำมาจัดแสดงเพื่อแสดงความพร้อมแก่คู่ค้าทั่วโลก การขยับตัวครั้งใหญ่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของบริษัทในเวทีอาเซียน แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ทั่วโลกต้องหันมาปรับตัวตาม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ร่วมกันในอนาคต
#SCG, #CemtechASIA2026, #ปูนคาร์บอนต่ำ, #NetZero, #RondoHeatBattery, #SRIC, #SolarFloating, #เอสซีจี, #ธุรกิจเขียว, #ความยั่งยืน


