เกิดเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 5.4 นอกชายฝั่งเมียนมา ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพมหานคร ผู้คนบนอาคารสูงรับรู้ได้ถึงการโยกไหว ด้านนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ชี้แจงเกิดจากชั้นดินอ่อนขยายคลื่น ย้ำโครงสร้างหลักอาคารยังปลอดภัย แต่สะท้อนโจทย์ใหญ่ท้าทายความเชื่อมั่นภาคอสังหาริมทรัพย์และมูลค่าทางเศรษฐกิจของเมืองหลวงในระยะยาว
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหว ขนาด 5.4 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งประเทศเมียนมา ที่ระดับความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบมาถึงกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชาชนที่อาศัยหรือทำงานอยู่บนอาคารสูงหลายแห่งสามารถรับรู้ถึงการสั่นไหวและการโยกตัวของอาคารได้อย่างชัดเจน สร้างความวิตกกังวลและกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์
เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางทางกายภาพของกรุงเทพมหานคร และจุดประกายคำถามสำคัญถึงผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงสาเหตุ-ย้ำโครงสร้างยังปลอดภัย
ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ได้ให้ข้อมูลและคำอธิบายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้คาดว่ามีต้นกำเนิดจาก “รอยเลื่อนสะกาย” (Sagaing Fault) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังและเคยสร้างเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวในครั้งนี้เป็นคนละตำแหน่งกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา
“แม้ว่าแผ่นดินไหวในวันนี้จะมีขนาดเพียง 5.4 ซึ่งนับว่าเบากว่าเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคมอย่างมีนัยสำคัญ แต่เนื่องจากจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กรุงเทพมหานครมากกว่า โดยมีระยะทางห่างออกไปประมาณ 400-500 กิโลเมตร จึงทำให้แรงสั่นสะเทือนเดินทางมาถึงและส่งผลกระทบต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ ได้” ศ.ดร.อมร กล่าว
นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ได้อธิบายถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ง่าย แม้จะอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวว่าเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ:
- สภาพชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ: ลักษณะทางธรณีวิทยาของกรุงเทพฯ เป็นแอ่งดินตะกอนปากแม่น้ำที่มีชั้นดินเหนียวอ่อนอยู่ด้านบน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือน “เยลลี่” ที่สามารถขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้รุนแรงขึ้นได้ 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่มีชั้นดินแข็ง
- ผลกระทบต่ออาคารสูงโดยเฉพาะ: คลื่นแผ่นดินไหวที่ถูกขยายกำลังโดยชั้นดินอ่อน จะเปลี่ยนเป็นคลื่นคาบยาว (Long-period waves) ซึ่งมีลักษณะการสั่นไหวช้าๆ แต่มีพลังงานสูง คลื่นลักษณะนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาคารสูง (ตั้งแต่ 15-20 ชั้นขึ้นไป) ทำให้เกิดการโยกตัวหรือแกว่งไปมาตามจังหวะของคลื่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนบนตึกสูงรู้สึกถึงการสั่นไหวได้ชัดเจนกว่าคนบนพื้นราบ
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.อมร ได้ให้ความมั่นใจว่า “จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าระดับความรุนแรงของการสั่นไหวที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างหลักของอาคาร แต่ผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับองค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้างหรืองานสถาปัตยกรรม เช่น ผนังก่ออิฐอาจมีรอยร้าวเล็กน้อย, ฝ้าเพดาน, โคมไฟ หรือสิ่งของตกแต่งอาจมีการสั่นไหว ซึ่งไม่เป็นอันตรายรุนแรง ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ของทางราชการ”
เจาะลึกผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ: โจทย์ท้าทายอสังหาฯ และความเชื่อมั่น
แม้ในทางวิศวกรรมโครงสร้างจะยืนยันว่าอาคารที่ออกแบบตามมาตรฐานสมัยใหม่ยังคงปลอดภัย แต่ในมิติทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ย่อมส่งผลกระทบเป็นระลอกคลื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์: กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามหาศาล ทั้งอาคารสำนักงานเกรดเอ, คอนโดมิเนียมหรู, และโรงแรมระดับโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารสูง เหตุการณ์สั่นไหวซ้ำๆ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อและนักลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติที่อาจมีความอ่อนไหวต่อประเด็นความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติมากกว่า ผู้พัฒนาโครงการอาจต้องสื่อสารและสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการก่อสร้างที่รองรับแผ่นดินไหวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นจุดขายสำคัญในอนาคต
- ต้นทุนการก่อสร้างและเบี้ยประกันภัย: เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายควบคุมอาคารที่เกี่ยวข้องกับการต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งอาคารที่ก่อสร้างหลังปี พ.ศ. 2550 จะต้องมีการออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนตามมาตรฐาน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการพัฒนามาตรฐานให้สูงขึ้นในอนาคต อาจส่งผลให้ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันภัยอาจต้องประเมินความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเบี้ยประกันภัยสำหรับอาคารสูงและโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
- ความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity): การสั่นไหวที่เกิดขึ้น แม้ไม่สร้างความเสียหาย แต่ก็ทำให้เกิดการหยุดชะงักของการดำเนินงานในระยะสั้น หลายบริษัทที่ตั้งอยู่ในอาคารสูงต้องสั่งอพยพพนักงานเพื่อความปลอดภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภาพ (Productivity) และอาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจหากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ที่รัดกุมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้
คำแนะนำและการเตรียมความพร้อม
สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยได้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนว่าไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้และเตรียมความพร้อม โดยควรตรวจสอบอาคารของตนเองว่ามีรอยร้าวที่ผิดปกติเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์หรือไม่ และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อถือได้ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือ กรมทรัพยากรธรณี
“หากประชาชนหรือเจ้าของอาคารมีความกังวลใจเกี่ยวกับสภาพโครงสร้างของอาคารหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย” ศ.ดร.อมร กล่าวทิ้งท้าย
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รู้สึกได้ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ แม้จะไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่ก็ได้ทิ้ง “Aftershock” ทางความคิดไว้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน ว่ากรุงเทพมหานครไม่ได้อยู่ปลอดพ้นจากความเสี่ยงภัยธรรมชาติโดยสิ้นเชิง การวางแผนพัฒนาเมือง, การบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยอาคารอย่างจริงจัง, และการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม คือวัคซีนทางเศรษฐกิจที่จะช่วยลดทอนความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เมืองหลวงของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
#แผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวเมียนมา #อาคารสูง #กรุงเทพ #TSEA #สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย #ผลกระทบเศรษฐกิจ #อสังหาริมทรัพย์ #ความปลอดภัยอาคาร #รอยเลื่อนสะกาย #วิศวกรรมโครงสร้าง

