“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกฯ และประธาน กนช. ลงพื้นที่โคราช ติดตามสถานการณ์น้ำวิกฤต อ่างฯ ลำตะคองน้ำเหลือเพียง 20% สั่งทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุมขั้นสูงสุด ป้องกันผลกระทบเศรษฐกิจและประชาชนจากภาวะฝนทิ้งช่วง พร้อมอนุมัติแผนงานและงบประมาณกว่า 5.5 พันล้านบาท เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน
นครราชสีมา, ประเทศไทย – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาน้ำและสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและเกษตรกรรมที่สำคัญ และพึ่งพาน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะคองเป็นหลัก การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ หลังจากที่เคยได้มอบนโยบายไว้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ท่ามกลางความกังวลต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง
การประชุมจัดขึ้น ณ วัดห้วยลุง ตำบลวังโรงใหญ่ อำเภอสีคิ้ว โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียง
สถานการณ์น้ำโคราชน่าห่วง “ลำตะคอง” วิกฤตหนักสุด
นายประเสริฐ ได้กล่าวเปิดการประชุมด้วยการฉายภาพสถานการณ์น้ำในจังหวัดนครราชสีมาที่อยู่ในภาวะน่ากังวล โดยระบุว่า “จากการรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของจังหวัดนครราชสีมาพบว่า ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 490.56 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 37 ของความจุเก็บกัก ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน แม้ว่ายังอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่มีปริมาณน้ำเพียงร้อยละ 20 ของความจุเก็บกักเท่านั้น”
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงที่จังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาน้ำจากลำตะคอง อาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำหากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการอุปโภคบริโภคของประชาชนในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม สทนช. ได้นำเสนอข้อมูลคาดการณ์ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาได้บ้างว่า เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในปีนี้ ปริมาณน้ำในอ่างฯ ลำตะคองจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59 ของความจุเก็บกัก ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา และเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐาน แต่ นายประเสริฐย้ำว่า “หน่วยงานยังคงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุมและเคร่งครัด รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำอยู่”
สั่งการ 6 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาระยะสั้น-ยาว
หลังจากรับฟังรายงานและชื่นชมความคืบหน้าในการดำเนินงานตามข้อสั่งการเดิม นายประเสริฐได้มอบนโยบายเร่งด่วนเพิ่มเติม 6 ข้อ เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์และสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย:
- การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง: มอบหมายให้จังหวัดนครราชสีมา, การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และเทศบาลนครนครราชสีมา เร่งจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำดิบสำรอง สำหรับการผลิตน้ำประปา เพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนจะมีน้ำใช้อย่างไม่ขาดแคลนแม้ในภาวะวิกฤต
- เร่งรัดโครงการชลประทานและจัดลำดับความสำคัญ: สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดโครงการระบบสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำบ้านซับศรีจันทร์ อ.สีคิ้ว ให้แล้วเสร็จตามแผน พร้อมทั้งวางแผนการจัดสรรน้ำจาก 4 อ่างเก็บน้ำหลัก (ลำตะคอง, ลำพระเพลิง, มูลบน, ลำแซะ) โดยยึดหลัก “การอุปโภคบริโภคต้องมาก่อน” ส่วนภาคส่วนอื่นให้พิจารณาตามความจำเป็น
- ขยายระบบประปาให้ทั่วถึง: ให้ กปภ. สาขาสีคิ้ว เร่งขยายเขตจำหน่ายน้ำประปาในพื้นที่ตำบลกุดน้อยที่ยังตกหล่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน
- เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล: ให้กรมทรัพยากรน้ำ, กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บูรณาการแผนการใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลอื่นๆ ให้พร้อมปฏิบัติการได้ทันที ทั้งในกรณีอุทกภัยและภัยแล้ง
- ปฏิบัติการฝนหลวงเชิงรุก: สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการเติมน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำลำตะคองให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย
- วางรากฐานแผนระยะยาว: มอบหมายให้จังหวัดทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน จัดทำแผนแม่บทระยะยาว ทั้งในด้านการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน, การพัฒนาระบบประปาให้ได้มาตรฐาน, และการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยให้เสนอผ่านกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำและ กนช. เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

อัดฉีดงบกว่า 5.5 พันล้าน ลุย 1,201 โครงการ
ด้านนายไวฑิต โอชวิช จาก สทนช. ได้เปิดเผยถึงแผนการลงทุนด้านทรัพยากรน้ำของจังหวัดนครราชสีมาว่า ในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 จังหวัดได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 5,574.8953 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการด้านน้ำจำนวน 1,201 โครงการ ผ่าน 14 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างโครงการสำคัญ อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบาย D14-HPR (ลำห้วยไผ่) และประตูระบายน้ำมะเกลือใหม่ อ.สีคิ้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ, และโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเรือธงที่อยู่ในแผนแต่ยังไม่ได้รับงบประมาณ คือ “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2570 โครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำลำตะคองในระยะยาว และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสาน
การลงพื้นที่และการสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานและอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของจังหวัดนครราชสีมาทั้งระบบ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประชาชนชาวโคราชอย่างยั่งยืนต่อไป
#ประเสริฐจันทรรวงทอง #รองนายกฯ #โคราช #นครราชสีมา #ภัยแล้ง #บริหารจัดการน้ำ #ลำตะคอง #ฝนทิ้งช่วง #เศรษฐกิจโคราช #กระทรวงดีอี #สทนช #กนช

