INETREIT โชว์ผลงานครึ่งแรกปี 2568 สุดแกร่ง กวาดกำไรสุทธิ 266 ล้านบาท เติบโตกว่า 61% รับอานิสงส์ค่าเช่าและดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลรายเดือนอีก 0.0667 บาทต่อหน่วย ตอกย้ำสถานะกองทรัสต์ปันผลสม่ำเสมอ พร้อมเดินหน้าแผนเพิ่มทุนเข้าลงทุนในโครงการ INET Data Center 3 เฟส 2 ส่วนขยาย รองรับเมกะเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตไม่หยุดยั้ง
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ผลักดันให้ความต้องการใช้บริการ Data Center และ Cloud Computing เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไอเน็ต หรือ INETREIT (INETREIT) ในฐานะกองทรัสต์กองแรกและกองเดียวของประเทศไทยที่ลงทุนโดยตรงในทรัพย์สิน Data Center และอุปกรณ์ Cloud ครบวงจร ได้ประกาศผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งสวนกระแสความผันผวนทางเศรษฐกิจ สะท้อนศักยภาพของทรัพย์สินที่สอดรับกับเมกะเทรนด์แห่งอนาคต
โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่ง
นายสุตกานต์ แน่นหนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเน็ต รีท แมเนจเม้นท์ จํากัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ INETREIT เปิดเผยผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) ว่ากองทรัสต์สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 343 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรจากการลงทุนสุทธิอยู่ที่ 266 ล้านบาท ซึ่งเติบโตสูงถึง 61% (YoY)
เมื่อเจาะลึกผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2568 (เมษายน – มิถุนายน) พบว่า กองทรัสต์มีรายได้รวม 175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% (YoY) และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% (YoY)
“ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของผลการดำเนินงานมาจากโครงสร้างรายได้ที่มั่นคง” นายสุตกานต์กล่าว “เรามีการปรับเพิ่มรายได้ค่าเช่าขึ้น 2% ตามสัญญา ประกอบกับมีรายได้เพิ่มเติมจากการให้เช่าพื้นที่ White space ของโครงการเฟส 2 ส่วนเพิ่มเติม นอกจากนี้ ในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ กองทรัสต์มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 เหมือนในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อกำไรสุทธิของเรา”
ตอกย้ำนโยบายปันผลสม่ำเสมอ-เคาะจ่ายอีก 0.0667 บาท
เพื่อตอบแทนผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกองทรัสต์ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2568 และจากกำไรสะสม ในอัตรา 0.0667 บาทต่อหน่วย โดยกำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD (วันที่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิเงินปันผล) ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 และมีกำหนดจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 5 กันยายน 2568
ทั้งนี้ เมื่อนับรวมการจ่ายเงินปันผลตลอดไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 กองทรัสต์ได้จ่ายปันผลไปแล้วทั้งสิ้น 0.2000 บาทต่อหน่วย และหากรวมการจ่ายปันผลทั้งหมดในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 INETREIT ได้จ่ายเงินปันผลไปแล้วรวม 0.4000 บาทต่อหน่วย คิดเป็นเม็ดเงินรวมประมาณ 201.60 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของ INETREIT ในการเป็นทางเลือกการลงทุนที่สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้กับผู้ถือหน่วย
เดินหน้าแผนเพิ่มทุน ต่อยอดการเติบโตในอนาคต
เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสจากการเติบโตของอุตสาหกรรม และเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทรัสต์ในระยะยาว INETREIT กำลังอยู่ในกระบวนการเตรียมการเพิ่มทุนครั้งใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม คือ โครงการ INET Data Center 3 เฟส 2 ส่วนขยาย ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด
นายสุตกานต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เราได้ยื่นเอกสารข้อมูล (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และคาดว่ากระบวนการเพิ่มทุนทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 นี้ การลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขนาดของกองทรัสต์ เพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ และตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Data Center REIT ของประเทศไทย”
เจาะลึกแนวโน้มอุตสาหกรรมและปัจจัยบวกครึ่งปีหลัง
นายสุตกานต์ได้ให้มุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ว่ายังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญหลายประการ
- ความต้องการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security): องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต่างตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้มีการลงทุนเพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูลมากขึ้น ซึ่งบริการจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงจึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง
- การเปลี่ยนผ่านของกลุ่ม SME: องค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีแนวโน้มเปลี่ยนจากการลงทุนตั้งเซิร์ฟเวอร์ด้วยตนเอง (On-premise) มาเป็นการใช้บริการจากผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์มืออาชีพมากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน, ความปลอดภัยของข้อมูลที่สูงกว่า, และการประหยัดต้นทุนในระยะยาว
- ปัจจัยบวกเชิงเศรษฐกิจมหภาค: ปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างอินเดีย (25%) และเวียดนาม (20%) อาจเป็นแรงจูงใจสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนมายังประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวม GDP และอาจดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต ซึ่งรวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย
ชูจุดแข็งโครงสร้างรายได้มั่นคง-ต้นทุนต่ำ
“จุดแข็งที่ทำให้ INETREIT มีความโดดเด่นและสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง คือโครงสร้างรายได้ของเรา” นายสุตกานต์เน้นย้ำ “เรามีผู้เช่าหลักคือ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีชั้นนำของประเทศ โดยมีสัญญาเช่าระยะยาวในรูปแบบค่าเช่าคงที่ (Fixed Rent) และที่สำคัญคือ มีการปรับเพิ่มค่าเช่าขึ้น 2% ในทุกๆ ปี ทำให้กองทรัสต์แทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราการเช่าพื้นที่ในตลาดและปัจจัยภายนอกอื่นๆ”
นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่าโครงสร้างต้นทุนของกองทรัสต์มีประสิทธิภาพสูง โดยต้นทุนหลักมีเพียงค่าธรรมเนียมการจัดการและต้นทุนทางการเงิน ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของผู้เช่า
“ด้วยปัจจัยสนับสนุนทั้งหมดนี้ ทั้งผลการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้วว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง การจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับจุดแข็งของโครงสร้างรายได้และแนวโน้มอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้INETREIT เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและโอกาสเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์ของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์” นายสุตกานต์กล่าวปิดท้าย
#INETREIT #กองทรัสต์ #DataCenter #หุ้นปันผล #เศรษฐกิจดิจิทัล #การลงทุน #CloudComputing #ผลประกอบการ #เพิ่มทุน #ไอเน็ต #REIT

