‘ประเสริฐ’ รองนายกฯ และ รมว.ดีอี เผยข่าวดี เตรียมชง ครม. อนุมัติเงินอุดหนุนรายหัว ศูนย์การเรียน ทุกประเภท หลังรอคอยมากว่าทศวรรษ ชู “สุราษฎร์ธานี โมเดล” ต้นแบบความสำเร็จค้นเด็กนอกระบบครบ 100% เดินหน้า “Thailand Zero Dropout” เปลี่ยนเด็กกลุ่มเสี่ยงเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ผ่านแนวคิด “Learn to Earn” การศึกษายืดหยุ่นที่สร้างรายได้จริง
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเชิงนโยบายที่อาจพลิกโฉมหน้าการศึกษาและเศรษฐกิจฐานรากของไทย เมื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ Thailand Zero Dropout ได้ออกมาประกาศข่าวดีที่แวดวงการศึกษาและภาคประชาสังคมรอคอยมานานกว่า 10 ปี นั่นคือการผลักดัน “ร่างระเบียบวาระการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้แก่ผู้เรียนในศูนย์การเรียนทุกประเภท” เพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แต่ยังเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนเด็กและเยาวชนนอกระบบซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นภาระทางสังคม ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต
ปลดล็อกทางตัน 10 ปี: เดิมพันครั้งสำคัญเพื่อความเสมอภาค
นายประเสริฐ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนภายหลังการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ณ ป่าชุมชนบ้านปากลาง ต.ตะกุกใต้ อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าปัญหาใหญ่ที่ผ่านมาคือความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ
“เรื่องเงินอุดหนุนเด็กและเยาวชนที่เรียนในสถานศึกษา ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 วันนี้ผมได้ผลักดันจนอยู่ระหว่างเตรียมเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เรื่องนี้สำเร็จหลังจากที่รอดำเนินการมา 10 กว่าปี” นายประเสริฐกล่าว
ในปัจจุบัน มีเพียงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใน ศูนย์การเรียน ประเภทสถานประกอบการที่จัดสายอาชีวศึกษาเท่านั้น ที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแก่ผู้เรียน ขณะที่ศูนย์การเรียนประเภทอื่น ๆ ซึ่งมีความหลากหลายและเข้าถึงเด็กกลุ่มเฉพาะได้ดีกว่า กลับไม่เคยมีระเบียบใด ๆ ออกมารองรับ ทำให้เด็กกลุ่มนี้พลาดโอกาสและสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่พึงได้รับ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริมนม, อาหารกลางวัน, อุปกรณ์การเรียน, เสื้อผ้าเครื่องแบบ ตลอดจนบริการด้านสาธารณสุขเช่น การรับวัคซีนและการตรวจสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพในการเรียนรู้
การผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่ ครม. จึงเปรียบเสมือนการ “ปลดล็อก” ครั้งสำคัญ ที่จะทำให้ศูนย์การเรียนเหล่านี้สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และมอบการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กและเยาวชนหลายหมื่นคนทั่วประเทศได้อย่างทัดเทียม

“สุราษฎร์ธานี โมเดล”: ต้นแบบความสำเร็จที่จับต้องได้
ความเชื่อมั่นในการผลักดันนโยบายครั้งนี้ มีรากฐานมาจากความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของ “สุราษฎร์ธานี โมเดล” ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ ภายใต้การสนับสนุนของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัด
นายประเสริฐเปิดเผยว่า จ.สุราษฎร์ธานีสามารถค้นหาเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายได้ครบถ้วน 100% จำนวน 16,279 คน และกำลังอยู่ในกระบวนการส่งต่อเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ความสำเร็จนี้เกิดจากกลไกการทำงานที่เข้มแข็งในระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานขับเคลื่อน ร่วมกับหน่วยงานการศึกษาทั้งในและนอกระบบ ตั้งแต่ศึกษาธิการจังหวัด, เขตพื้นที่การศึกษา, สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด (สกร.), สมัชชาการศึกษาจังหวัด ไปจนถึงเครือข่ายภาคประชาสังคมและเอกชน
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ “การศึกษายืดหยุ่นที่ไปหาเด็ก” หรือมาตรการที่ 3 ของโครงการ ซึ่งเปลี่ยนมุมมองจากการที่เด็กต้องปรับตัวเข้าหาระบบการศึกษา ไปสู่การที่ระบบการศึกษาต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับเงื่อนไข ข้อจำกัด และศักยภาพของเด็กแต่ละคน
Learn to Earn: เปลี่ยนทุกที่เป็นโรงเรียน สร้างคน สร้างเศรษฐกิจ
จุดเด่นที่ทำให้ “สุราษฎร์ธานี โมเดล” มีมิติทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน คือแนวคิด “Learn to Earn” หรือการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเป็นการผสานการศึกษาเข้ากับการพัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ขยายไปสู่ทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสร้างงาน สร้างอาชีพได้จริง เช่น:
- กลุ่มคนเลี้ยงผึ้ง ที่ อ.วิภาวดี: เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยงผึ้งโพรงไทยแบบครบวงจร สร้างผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งคุณภาพสูงซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด
- วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ที่ อ.พุนพิน: เป็นหน่วยจัดการเรียนรู้ที่สอนทักษะการเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน
- ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้บ้านปากลัด ที่ อ.เวียงสระ: เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมกับการสร้างอาชีพด้านการแสดงและบริการทางวัฒนธรรม
- สมาคมสวนทุเรียนใต้: ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรสมัยใหม่ในการปลูกทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก
- เครือข่ายโรงเรียนมือถือ (Mobile School): ใช้เทคโนโลยีนำการศึกษาไปถึงเด็กในพื้นที่ห่างไกล
โมเดลเหล่านี้ทำงานร่วมกับศูนย์การเรียนตามมาตรา 12, สกร. และ กสศ. เพื่อให้เยาวชนได้รับวุฒิการศึกษาไปพร้อมกับการมีทักษะอาชีพติดตัว สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ทันที ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน
บทบาทกระทรวงดีอี: เติมเต็มด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายประเสริฐได้เน้นย้ำถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับ “ศูนย์ดิจิทัลชุมชน” ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere, Anytime) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทางและการเข้าถึงแหล่งความรู้คุณภาพสูง
“รัฐบาลเห็นความสำคัญของพลังระดับพื้นที่และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ เช่น ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และระบบสนับสนุนอื่น ๆ รวมถึงการสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ หน่วยกิตทางการศึกษา และการพัฒนาอาชีพ ให้สามารถเดินหน้าควบคู่กันได้” นายประเสริฐกล่าว
บทสรุป: จาก Zero Dropout สู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
การผลักดันเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับศูนย์การเรียนทุกประเภท ควบคู่ไปกับการขยายผลความสำเร็จของ “สุราษฎร์ธานี โมเดล” ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลที่ไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาด้านสังคม แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
การเปลี่ยนเด็กนอกระบบให้กลายเป็นกำลังคนที่มีทักษะและรายได้ คือการสร้าง “นักเศรษฐกิจฐานราก” รุ่นใหม่ ที่จะช่วยลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการ เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับจังหวัดและระดับชาติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
#ThailandZeroDropout #เงินอุดหนุนการศึกษา #ศูนย์การเรียน #ประเสริฐจันทรรวงทอง #กระทรวงดีอี #กสศ #สุราษฎร์ธานีโมเดล #LearntoEarn #เศรษฐกิจไทย #การศึกษาเพื่อทุกคน #ลดความเหลื่อมล้ำ #เศรษฐกิจฐานราก

