ส่งไม้ต่อดีอี! เปิดผลงานเด่น ‘e-Office-ปราบโกง’ จี้รมต.ใหม่สานต่อ

ส่งไม้ต่อดีอี! เปิดผลงานเด่น ‘e-Office-ปราบโกง’ จี้รมต.ใหม่สานต่อ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วางรากฐานรัฐบาลดิจิทัลและความเชื่อมั่นทางไซเบอร์ได้อย่างแข็งแกร่ง โชว์ผลงานชิ้นโบแดงจากการปฏิวัติระบบราชการด้วย e-Office ที่มีผู้ใช้งานทะลุเป้าปี 2568 ไปแล้วกว่า 1.9 ล้านคน พร้อมสร้างเกราะป้องกันภัยออนไลน์ผ่านศูนย์ AOC 1441 และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแก้ปัญหาสังคมได้สำเร็จเป็นรูปธรรม

ขณะที่ภารกิจสำคัญที่รอการขับเคลื่อนจากรัฐมนตรีคนใหม่ คือการสานต่อโครงการเชิงยุทธศาสตร์อย่าง “ไอทีแมน”, “Cloud First Policy” และการปรับปรุงกฎหมายดิจิทัลให้ทันสมัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนและกระจายโอกาสสู่ฐานรากอย่างแท้จริง

ผลงานรูปธรรม: วางรากฐานรัฐบาลดิจิทัลและความเชื่อมั่น

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเสริฐ จันทรรวงทอง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงดีอีได้สร้างผลงานที่จับต้องได้และส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 มิติหลักที่ถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล

ความสำเร็จแรกที่โดดเด่นที่สุด คือการผลักดันระบบรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ผ่าน ระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ในระบบ e-Office ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมการทำงานของระบบราชการไทยครั้งสำคัญ จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 3 กันยายน 2568 พบว่า มีหน่วยงานระดับกระทรวงเข้าร่วมแล้วถึง 18 กระทรวง ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐทุกระดับกว่า 6,434 แห่ง และที่น่าประทับใจคือมีผู้ใช้งานในระบบรวมแล้วเกือบ 1.9 ล้านคน ซึ่งทะลุเป้าหมายของปี 2568 ที่ตั้งไว้เพียง 1 ล้านคนไปแล้วอย่างงดงาม

ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายถึงการลดใช้กระดาษ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็วในการอนุมัติและสั่งการ และที่สำคัญคือการสร้างความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างมหาศาล

ความสำเร็จประการที่สอง คือการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง กระทรวงดีอีได้แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญอย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้ง ศูนย์ AOC 1441 ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางแบบ One-Stop Service ในการอายัดบัญชีม้าและให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็ว

ควบคู่ไปกับมาตรการเชิงรุกในการ กวาดล้างซิมม้า โดยบังคับให้ผู้ถือครองซิมจำนวนมากต้องยืนยันตัวตน ผลงานทั้งสองส่วนนี้ได้ช่วยลดความเสียหายและสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมออนไลน์ ถือเป็นการวางรากฐานความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

ความสำเร็จประการที่สาม คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อแก้ปัญหาสังคมเชิงรุก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การพัฒนาระบบตรวจสอบสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยระบบนี้ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลไอดี (ThaID) และการตรวจสอบใบหน้าด้วยภาพถ่าย (Facial Recognition) มาใช้ในการยืนยันตัวตนเทียบกับฐานข้อมูลของ พศ. ทำให้การตรวจสอบมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือสูง และยังมีแผนต่อยอดสู่การตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดในอนาคต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกระทรวงฯ ในการนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของสังคมได้จริง

ดีอี

ภารกิจต้องสานต่อ: โครงการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

บนรากฐานที่แข็งแกร่งนี้ มีภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งรอการขับเคลื่อนและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาจะไม่หยุดชะงักและสามารถส่งผลลัพธ์ในระยะยาวได้

1. สร้างระบบนิเวศดิจิทัลฐานราก: “ไอทีแมน” และ “ศูนย์ดิจิทัลชุมชน” โครงการ “ไอทีแมน” หรือเจ้าหน้าที่ดิจิทัลประจำ 878 อำเภอทั่วประเทศ เปรียบเสมือนการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานมนุษย์” ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง แต่เพื่อให้โครงการนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องได้รับการ “กระตุ้น” อย่างต่อเนื่องจากรัฐมนตรีคนใหม่ ทั้งในด้านงบประมาณ, การฝึกอบรมทักษะใหม่ๆ (Reskill/Upskill)

และที่สำคัญคือต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับ “โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน” ซึ่งเป็นการยกระดับศูนย์การเรียนรู้ ICT เดิม 1,722 แห่ง และขยายเพิ่มอีก 500 แห่ง ให้เป็น “ฐานปฏิบัติการ” ของไอทีแมนและเป็นศูนย์กลางให้ความรู้แก่ชุมชน หากสามารถผลักดันสองโครงการนี้ไปพร้อมกันได้อย่างเข้มแข็ง ก็จะเกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ในการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

2. ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานกลางภาครัฐ: “Cloud First Policy”  แม้การใช้งาน e-Office จะเป็นผลสำเร็จจากนโยบายนี้ แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น Cloud First Policy คือนโยบายเชิงโครงสร้างที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของรัฐบาลดิจิทัลทั้งหมด รัฐมนตรีคนใหม่จำเป็นต้องผลักดันอย่างเข้มข้นให้หน่วยงานภาครัฐที่เหลือทั้งหมดเปลี่ยนผ่านมาใช้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนและยกระดับความปลอดภัยข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อข้อมูลของภาครัฐมารวมอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน จะเป็นโอกาสมหาศาลในการนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาวิเคราะห์เพื่อการวางแผนนโยบายที่แม่นยำ

3. วางกรอบกติกาแห่งอนาคต: เร่งรัดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล  การเติบโตทางเศรษฐกิจจะขาดกรอบกฎหมายที่ทันสมัยไม่ได้ ภารกิจเร่งด่วนสำหรับรัฐมนตรีคนใหม่คือการผลักดันร่างกฎหมายสำคัญที่ยังค้างอยู่ให้สำเร็จลุล่วง โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้เคยเน้นย้ำถึงความสำคัญในเรื่องนี้ว่า “รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องกฎหมายที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัย เท่าทันต่อสภาพการใช้งานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งกฎหมายที่ต้องเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุดคือ ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ของ ETDA รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ และ พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน คุ้มครองผู้บริโภค และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในยุคดิจิทัล

โดยสรุป กระทรวงดีอีได้ส่งมอบผลงานที่เป็นรูปธรรมและวางรากฐานที่มั่นคงไว้แล้ว ภารกิจของรัฐมนตรีคนใหม่จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่คือการต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการสนับสนุนและกระตุ้นโครงการเชิงยุทธศาสตร์ให้เดินหน้าต่อไปอย่างไม่สะดุด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยนั้นสมบูรณ์ แข็งแกร่ง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

#เศรษฐกิจดิจิทัล #กระทรวงดีอี #นโยบายดิจิทัล #รัฐบาลดิจิทัล #ไอทีแมน #CloudFirst #DigitalTransformation #AOC1441 #eOffice #กฎหมายดิจิทัล

Related Posts