ดิจิทัลไทย โตพุ่ง 2.5 ล้านล้าน ท่ามกลางสมรภูมิเทคโนโลยีโลกเดือด

ดิจิทัลไทย โตพุ่ง 2.5 ล้านล้าน ท่ามกลางสมรภูมิเทคโนโลยีโลกเดือด

ดีป้าจับมือสถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจอุตสาหกรรม ดิจิทัลไทย ปี 2567 ขยายตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนถึง 23.35% คิดเป็นมูลค่ารวมมหาศาลกว่า 2.496 ล้านล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเป็นหัวจักรสำคัญ เติบโตสูงสุด 26.62% จากแรงส่งของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและการส่งออก ขณะเดียวกัน ภาคบริการดิจิทัลเติบโตเกือบ 20% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของคนไทยเต็มรูปแบบ ทว่าท่ามกลางการเติบโตนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายบนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสครั้งใหญ่ที่ต้องนำพาประเทศก้าวข้ามไป

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี ได้เปิดเผยผลการสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย ประจำปี 2567 พร้อมคาดการณ์แนวโน้มไปอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งผลสำรวจได้ฉายภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งและน่าจับตามองของเศรษฐกิจ ดิจิทัลไทย ในทุกมิติ โดยเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยชี้นำทิศทางการวางนโยบายของภาครัฐและการวางแผนกลยุทธ์ของภาคเอกชนต่อไปในอนาคต

นางสาวกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคงของดีป้า กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์, อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล และอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ผลปรากฏว่าภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยมีมูลค่าสูงถึง 2,496,760 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 23.35% ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่สะท้อนถึงศักยภาพการฟื้นตัวและปรับตัวของเศรษฐกิจไทย

เมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละสาขา พบว่า อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ เป็นภาคส่วนที่ขยายตัวสูงที่สุดด้วยอัตรา 26.62% คิดเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 1,845,027 ล้านบาท ตามมาด้วย อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ที่เติบโตอย่างร้อนแรงไม่แพ้กันที่ 19.54% มีมูลค่า 367,738 ล้านบาท ขณะที่ อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ก็มีการเติบโตที่น่าสนใจถึง 14.41% ด้วยมูลค่า 50,609 ล้านบาท และ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ที่เติบโตอย่างมั่นคงที่ 8.46% มีมูลค่ารวม 233,386 ล้านบาท

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี ได้ให้ทรรศนะว่า การเติบโตอย่างโดดเด่นของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ฯ เป็นผลโดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เห็นได้จากมูลค่าการนำเข้าที่พุ่งสูงถึง 34.40% คิดเป็นมูลค่า 624,099 ล้านบาท และการส่งออกที่ขยายตัวเกือบ 23% คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,220,928 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากการที่ผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐอเมริกา ก่อนที่มาตรการทางภาษีจะมีผลบังคับใช้ ประกอบกับวัฏจักรขาขึ้นของความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่

ในส่วนของ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น มีปัจจัยหนุนมาจากความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลของคนไทยที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่ง ทำให้เกิดการใช้บริการดิจิทัลอย่างแพร่หลายในทุกกิจกรรมของชีวิต โดยบริการที่เติบโตสูงสุดคือ e-Retail ที่มีมูลค่าสูงถึง 117,107 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 46.29% ตามมาด้วย e-Logistics ที่มีมูลค่า 108,693 ล้านบาท เติบโต 17.60% และบริการที่น่าจับตามองอย่าง Health Tech ซึ่งเติบโตสูงสุดถึง 49.37% สะท้อนถึงเทรนด์การดูแลสุขภาพผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังมาแรง

ขณะที่ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แม้จะเติบโตในอัตราที่ไม่สูงเท่ากลุ่มอื่น แต่ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมด การเติบโตที่ 8.46% ได้รับแรงหนุนจากการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและความต้องการซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการลงทุนใน Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งทำให้ความต้องการใช้ซอฟต์แวร์และบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ดิจิทัลไทย

บนทางแพร่งแห่งภูมิรัฐศาสตร์: เมื่อไทยต้องเลือกทางเดิน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขการเติบโตที่แข็งแกร่งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในมิติของภูมิรัฐศาสตร์โลก การบรรยายพิเศษโดย นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “มองเกมให้ขาด: ทางเลือกระหว่างสองขั้วอำนาจกับโอกาสของดิจิทัลไทย” ได้ฉายภาพให้เห็นว่าความขัดแย้งทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ได้ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานะที่ต้องตัดสินใจอย่างระมัดระวัง

เทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางภูมิรัฐศาสตร์และความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ โดยสหรัฐฯ มีความกังวลว่าไทยอาจกลายเป็นช่องทางการส่งต่อชิปประมวลผลขั้นสูง (GPU) ไปยังจีน ในขณะที่จีนมองไทยในฐานะพันธมิตรคนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล สิ่งนี้สร้างภาวะ “Digital Dilemma” ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องเลือกระหว่างแพลตฟอร์ม AI ของสหรัฐฯ เช่น NVIDIA ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีต้นทุนมหาศาล กับแพลตฟอร์มทางเลือกจากจีน เช่น Huawei ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและเน้นการเข้าถึงในวงกว้าง

นายปฐมชี้ว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ต้องเลือก “ความชัดเจน” ในการวางยุทธศาสตร์ของตนเอง การติดอยู่ระหว่างยักษ์ใหญ่เป็นได้ทั้งอันตรายและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยควรวางตำแหน่งตนเองเป็น “ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เป็นกลางแต่มีศักยภาพ” ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งเร่งพัฒนากรอบกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และหันมาส่งเสริมการสร้างกรณีศึกษาการใช้งาน (Use Case) ภายในประเทศที่จับต้องได้ โดยอาจเริ่มต้นจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เทคโนโลยีป้องกันประเทศ (Defense Tech) เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงกับมหาอำนาจ

ความท้าทายด้านบุคลากรและแนวโน้มอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือภาพของตลาดแรงงานดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้ภาพรวมจะยังเติบโต แต่เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรมกลับพบความแตกต่างอย่างสุดขั้ว โดยบุคลากรใน อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 23.77% เป็น 175,254 คน

แต่ในทางกลับกัน บุคลากรใน อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ฯ กลับ ลดลง 5.05% เหลือ 305,875 คน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการปรับเปลี่ยนสู่กระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติมากขึ้น สิ่งนี้ตอกย้ำถึงความท้าทายภายในของไทยที่ต้องเร่งพัฒนาทักษะบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะด้าน AI ที่ผลการวิจัยชี้ว่าไทยยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอยู่มาก

สำหรับคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปีข้างหน้า (2568-2570) ดีป้าประเมินว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีมูลค่ารวมแตะ 3 ล้านล้านบาทภายในปี 2570

อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล จะเป็นผู้นำการเติบโตด้วยอัตราประมาณ 10-14% ต่อปี ตามมาด้วยฮาร์ดแวร์ฯ (6-7% ต่อปี) และซอฟต์แวร์ (4-6% ต่อปี) โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดความต้องการซื้อที่สูงขึ้นในทุกภาคส่วน

“ดีป้าและหน่วยร่วมดำเนินการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลสำรวจฯ นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของรัฐบาลในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีกทั้งจะเป็นส่วนสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจวางแผนธุรกิจของภาคเอกชนอีกด้วย” นางสาวกษมา กล่าวทิ้งท้าย

#อุตสาหกรรมดิจิทัล #เศรษฐกิจดิจิทัล #depa #ไอเอ็มซี #สงครามเทคโนโลยี #ฮาร์ดแวร์ #บริการดิจิทัล #AI #DigitalEconomy #Thailand #ภูมิรัฐศาสตร์

Related Posts