ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น “ดุสิตธานี” เกิดมติพลิกล็อก ไม่อนุมัติวาระถอดถอน “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากตำแหน่งกรรมการ แม้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จะถือครองหุ้นเกือบ 80% และโหวตเห็นด้วย แต่พ่ายแพ้ให้กับจำนวนเสียงของผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ไม่เห็นด้วยอย่างท่วมท้น สะท้อนพลังของนักลงทุนรายบุคคล พร้อมสั่งเลื่อนวาระเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบอร์ดบริหารไป 4 ธ.ค. หลังผู้ถือหุ้นรายย่อยยื่นหนังสือร้องเรียน ก.ล.ต. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หวั่นเกิดการครอบงำกิจการโดยไม่โปร่งใสและนำไปสู่การผูกขาดตลาด
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ครั้งที่ 1/2568 ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC ที่จัดขึ้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) ในวันนี้ ได้กลายเป็นสมรภูมิที่น่าจับตามองของวงการตลาดทุนไทย เมื่อวาระสำคัญในการพิจารณาถอดถอน นายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ ไม่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม แม้ว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในการลงมติเห็นด้วยก็ตาม
ผลการลงมติดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย และชี้ให้เห็นถึงการรวมพลังของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อการตัดสินใจในระดับโครงสร้างของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ได้ ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้มีมติให้เลื่อนวาระที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการทั้งชุดออกไปเป็นปลายปี เพื่อรอความชัดเจนจากหน่วยงานกำกับดูแล หลังจากมีการยื่นเรื่องร้องเรียนในประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อธรรมาภิบาลและการแข่งขันในธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
มติพลิกล็อก! เมื่อจำนวน “เสียง” ชนะจำนวน “หุ้น”
จุดเปลี่ยนสำคัญของการประชุมในครั้งนี้อยู่ที่วาระการถอดถอน นายชนินทธ์ โทณวณิก ซึ่งผลปรากฏว่าไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบกับความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยฝ่ายที่ “เห็นด้วย” กับการถอดถอน มีจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น 42 ราย ซึ่งรวมถึงบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานี กลุ่มนี้ถือครองหุ้นรวมกันถึง 425,356,690 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 79.61% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้เข้าร่วมประชุมและมีสิทธิออกเสียง ซึ่งโดยปกติแล้ว สัดส่วนการถือครองหุ้นในระดับนี้มักจะสามารถชี้ขาดมติในที่ประชุมได้
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ในการอนุมัติวาระดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่าต้องได้รับเสียงเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของ “จำนวนผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง” ซึ่งในที่ประชุมครั้งนี้ ฝ่ายที่ “ไม่เห็นด้วย” กับการถอดถอนนายชนินทธ์ มีจำนวนผู้ถือหุ้นสูงถึง 420 ราย คิดเป็น 89.9565% ของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุม ทำให้เมื่อนับตามเกณฑ์ “จำนวนรายของผู้ถือหุ้น” ฝ่ายที่เห็นด้วยจึงมีเสียงสนับสนุนไม่ถึง 3 ใน 4 ตามที่กำหนด ส่งผลให้มตินี้ตกไปในที่สุด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวและการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่แม้จะมีสัดส่วนการถือครองหุ้นต่อรายไม่สูง แต่เมื่อรวมตัวกันเป็นจำนวนมากก็สามารถส่งผลต่อทิศทางของบริษัทได้ และเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในเรื่องของหลักธรรมาภิบาลและความสมดุลของอำนาจระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่และรายย่อยในตลาดทุนไทย
เลื่อนวาระร้อน! รอความชัดเจนจาก ก.ล.ต. และ กขค.
นอกเหนือจากวาระการถอดถอนกรรมการแล้ว ที่ประชุมยังได้มีมติสำคัญอีกประการคือ การเลื่อนการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทออกไปทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยวาระการเพิ่มจำนวนกรรมการ, การแต่งตั้งกรรมการใหม่ และการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ โดยกำหนดวันประชุมใหม่ในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. ผ่านช่องทาง E-Meeting เช่นเดิม
สาเหตุหลักของการเลื่อนวาระสำคัญเหล่านี้ เกิดจากการที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ยื่นหนังสือต่อประธานในที่ประชุม โดยแจ้งว่าได้ดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ 2 แห่ง คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.)
เนื้อหาของการร้องเรียนดังกล่าวได้ตั้งข้อสังเกตถึงการกระทำที่อาจเข้าข่ายการร่วมกับบุคคลอื่นเพื่อ “ครอบงำกิจการ” ของบริษัทฯ โดยไม่ผ่านกระบวนการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือสร้างให้เกิดผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาและอนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าก่อน
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วยความรอบคอบและระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด การตัดสินใจเลื่อนวาระออกไปจึงเป็นการดำเนินการเพื่อรอความชัดเจนจากหน่วยงานกำกับดูแล และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกกระบวนการจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย
เดิมพันครั้งใหม่ 4 ธ.ค. ท่ามกลางการจับตาของหน่วยงานกำกับ
การเลื่อนประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องโครงสร้างบอร์ดบริหารไปยังวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ทำให้ทุกสายตาในแวดวงธุรกิจต่างจับจ้องไปยังบทบาทและการวินิจฉัยของทั้ง ก.ล.ต. และ กขค. ซึ่งผลการพิจารณาของทั้งสองหน่วยงานจะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของ บมจ.ดุสิตธานี ในอนาคต
สำหรับ ก.ล.ต. จะเข้ามาตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลักทรัพย์ โดยเฉพาะเรื่องการกระทำที่เข้าข่ายการครอบงำกิจการ (Hostile Takeover) โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การทำคำเสนอซื้อ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยให้ได้รับโอกาสในการขายหุ้นอย่างเป็นธรรม
ในขณะที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จะพิจารณาในมิติของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้มีอำนาจควบคุมในดุสิตธานี อาจนำไปสู่การลดการแข่งขันในตลาดโรงแรมและการบริการหรือไม่ และจะส่งผลให้เกิดการผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อผู้บริโภคและภาพรวมของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ทางด้าน บมจ.ดุสิตธานี ได้ออกแถลงการณ์เน้นย้ำว่า การดำเนินการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการที่โปร่งใสและเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกราย พร้อมทั้งยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเดินหน้าตามกลยุทธ์ทางธุรกิจที่วางไว้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจให้คงอยู่อย่างมั่นคงต่อไป
สถานการณ์ของ “ดุสิตธานี” ณ ขณะนี้ จึงเปรียบเสมือนบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของกลไกการกำกับดูแลและหลักธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย ซึ่งผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในการประชุมปลายปีนี้ ไม่เพียงแต่จะกำหนดชะตาของหนึ่งในเครือโรงแรมที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเท่านั้น แต่ยังจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มต่อไป
#ดุสิตธานี #DTC #ประชุมผู้ถือหุ้น #ชนินทธ์โทณวณิก #ครอบงำกิจการ #กขค #กลต #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวหุ้น #ธรรมาภิบาล #ตลาดทุนไทย #ลงทุน

