Google ยื่นบันทึกข้อตกลงต่อศาลแขวงสหรัฐฯ โต้แย้งคำสั่งแยกธุรกิจเทคโนโลยีโฆษณา (Ad Tech) ชี้เป็น “ยาแรง” เกินความจำเป็นและไม่เคยมีมาก่อนในคดีลักษณะนี้ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเชิงพฤติกรรมที่ซับซ้อนและครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูการแข่งขันในตลาดโฆษณาดิจิทัล โดยอ้างว่าจะเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่าการแบ่งแยกบริษัทที่จะสร้างความเสียหายอย่างไม่อาจแก้ไขได้ต่อระบบนิเวศทั้งหมด
ในสมรภูมิทางกฎหมายที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลไปตลอดกาล Google LLC ได้ยื่นเอกสารบันทึกข้อตกลงต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของเวอร์จิเนีย เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 ที่ผ่านมา เพื่อโต้แย้งข้อเสนอของฝ่ายโจทก์ (รัฐบาลสหรัฐฯ และกลุ่มอัยการรัฐ) ที่ต้องการให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้ Google ต้องขาย (Divestiture) ธุรกิจเทคโนโลยีโฆษณาที่สำคัญอย่าง AdX และ DFP ออกไป โดย Google ชี้ว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นมาตรการที่ “รุนแรงที่สุด” “สุดโต่ง” และไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อนในประวัติศาสตร์กฎหมายต่อต้านการผูกขาดสำหรับคดีที่ไม่ได้เกิดจากการควบรวมกิจการที่ผิดกฎหมาย
เอกสารดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อคำตัดสินของศาลก่อนหน้านี้ ที่พบว่า Google มีพฤติกรรมผูกขาดจากการ “ผูก” (tie) บริการสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างผิดกฎหมาย คือ Google AdX (แพลตฟอร์มตลาดกลางโฆษณา หรือ Ad Exchange) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ผูก (tying product) เข้ากับ DFP (DoubleClick for Publishers หรือ Publisher Ad Server) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พ่วง (tied product) แต่ศาลก็ได้ตัดสินให้ Google ชนะในประเด็นการเข้าซื้อกิจการ DoubleClick และ Admeld ว่าไม่ใช่การกระทำที่ต่อต้านการแข่งขัน
Google ยืนยันว่าข้อเสนอของตนเองนั้น “ถูกปรับแต่งให้เหมาะสมกับความผิดที่เกิดขึ้น” และเพียงพอที่จะฟื้นฟูสภาวะการแข่งขันให้กลับคืนมาดังเดิม โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงถึงขั้นต้องแยกบริษัท ซึ่งอาจก่อให้เกิดความโกลาหลและความเสียหายที่คาดเดาไม่ได้ต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศโฆษณาดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ข้อเสนอของ Google: ทางออกเชิงพฤติกรรมเพื่อ “ปลดล็อก” การแข่งขัน
แทนที่จะยอมรับการถูกแบ่งแยกบริษัท Google ได้นำเสนอชุดมาตรการเชิงพฤติกรรมที่ซับซ้อนและละเอียดถี่ถ้วน โดยอ้างว่ามาตรการเหล่านี้จะแก้ไขปัญหาที่ศาลวินิจฉัยได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากกว่า ประเด็นหลักในข้อเสนอของ Google ประกอบด้วย:
- การทลายการผูกมัดทางเทคนิคและนโยบาย: Google เสนอที่จะยกเลิกข้อจำกัดทั้งทางเทคนิคและนโยบายที่เคยบังคับให้ผู้เผยแพร่โฆษณา (Publisher) ต้องใช้ DFP เพื่อเข้าถึงการประมูลโฆษณาแบบเรียลไทม์จาก AdX ซึ่งหมายความว่าในอนาคต ผู้เผยแพร่จะสามารถใช้ Ad Server ของคู่แข่งรายอื่นเพื่อเชื่อมต่อกับ “ขุมทรัพย์อุปสงค์” จากผู้ลงโฆษณาใน AdX ได้
- เปิดทางให้ Prebid เข้ามามีบทบาท: เพื่อแสดงความจริงใจและป้องกันข้อครหาว่าอาจมีการหลบเลี่ยงคำสั่งศาล Google ได้เสนอสิ่งที่เหนือความคาดหมาย คือการสร้างช่องทางการเชื่อมต่อใหม่เพื่อให้ Prebid ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือของคู่แข่งในอุตสาหกรรม สามารถทำงาน “คั่นกลาง” ระหว่าง AdX และ DFP ได้ สิ่งนี้จะทำให้ผู้เผยแพร่มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นอย่างมาก เช่น:
- ใช้ AdX ร่วมกับ Prebid โดยไม่จำเป็นต้องใช้ DFP
- ใช้ DFP ร่วมกับ Prebid โดยไม่จำเป็นต้องใช้ AdX
- ใช้ทั้ง AdX และ DFP ร่วมกัน แต่ให้ Prebid ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการ
- สร้างความเป็นธรรมและโปร่งใส: Google เสนอที่จะใช้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Share) ของ AdX ในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าผู้เผยแพร่จะเข้าถึง AdX ผ่าน DFP หรือผ่าน Ad Server ของคู่แข่งก็ตาม นอกจากนี้ ยังเสนอที่จะให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้เผยแพร่เพื่ออำนวยความสะดวกในการย้ายจาก DFP ไปยังแพลตฟอร์มของคู่แข่ง
- ยกเลิกนโยบายที่ถูกตัดสินว่าผูกขาด: Google จะไม่นำนโยบาย “First Look” และ “Last Look” กลับมาใช้อีก และจะยกเลิกกฎ “Unified Pricing Rules” (UPR) อย่างถาวร การยกเลิก UPR เพียงอย่างเดียว จะทำให้อัตราค่าธรรมเนียม (take rate) ของ AdX ลดลงจาก 20% เหลือประมาณ 16% ซึ่งเทียบเท่ากับคู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาด
- แต่งตั้งผู้ตรวจสอบอิสระ: เพื่อสร้างความเชื่อมั่น Google เสนอให้มีการแต่งตั้งผู้ดูแลการปฏิบัติตามข้อตกลง (Monitoring Trustee) เพื่อตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งศาลของ Google
Google ยืนยันว่าข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูการแข่งขันในตลาด Ad Exchange ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อ AdX เปิดกว้างให้คู่แข่งเข้าถึงได้ อำนาจตลาดของ DFP ก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งผลกระทบกลับไปทำให้อำนาจของ AdX ลดลงตามไปด้วย เนื่องจากศาลเคยชี้ว่าอำนาจของทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ “เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน”
คำเตือนของ Google: ผลกระทบเชิงลบจากการแยกธุรกิจ
Google ได้อุทิศเนื้อหาจำนวนมากในเอกสารเพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากศาลเลือกแนวทางการแยกธุรกิจ โดยอ้างอิงคำตัดสินในคดีอื่นๆ รวมถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ว่าการแยกธุรกิจเป็นมาตรการที่มักจะ “ทำงานได้ไม่ดี” และอาจสร้างความเสียหายมากกว่าผลดี
1. ความยุ่งยากทางเทคนิคที่อาจเป็นไปไม่ได้: Google โต้แย้งว่า AdX และ DFP ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่เป็นฟังก์ชันการทำงานที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับซอร์สโค้ดภายในผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า
Google Ad Manager การจะ “ฉีก” ทั้งสองส่วนนี้ออกจากโครงสร้างพื้นฐานหลักของ Google ซึ่งถูกออกแบบและพัฒนามานานกว่าทศวรรษเพื่อรองรับการทำงานที่ซับซ้อนและรวดเร็ว เปรียบเสมือนการ “ผ่าตัดที่ยุ่งเหยิงและมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง”
ศาสตราจารย์ Jason Nieh ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ของ Google ซึ่งเคยให้การในคดี Search ระบุว่ากระบวนการนี้มีความไม่แน่นอนสูงว่าจะสำเร็จหรือไม่ และถึงแม้จะทำได้ ก็อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นเพียง “ผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบ” ที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่าและมีต้นทุนสูงกว่าเดิมมาก เนื่องจากต้องสูญเสียประสิทธิภาพจากการทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Google ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็น “ความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม”
2. เร่งการล่มสลายของ “Open Web”: ประเด็นสำคัญที่ Google หยิบยกขึ้นมาคือ ภูมิทัศน์ของโฆษณาดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตลาดกำลังเคลื่อนตัวออกจากโฆษณาแบบดิสเพลย์บนเว็บเปิด (Open-web Display) อย่างรวดเร็ว โดยหันไปสู่ช่องทางที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง
Connected TV (CTV), Retail Media และโฆษณาในแอปพลิเคชัน Google อ้างข้อมูลว่าในเดือนมกราคม 2025 สัดส่วนการแสดงผลโฆษณาบนเว็บเปิดที่ซื้อผ่าน AdWords เหลือเพียง 11% ลดลงจากกว่า 40% ในปี 2019
การบังคับให้ Google ขายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเว็บเปิด จะจูงใจให้ Google ยิ่งต้องหันเหทรัพยากรไปลงทุนในส่วนที่เติบโตเร็วกว่า เช่น YouTube, CTV และแอปพลิเคชัน ซึ่งจะยิ่งเร่งให้เม็ดเงินโฆษณาไหลออกจากเว็บเปิดเร็วขึ้นไปอีก และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เผยแพร่โฆษณา โดยเฉพาะรายเล็กและสื่อต่างๆ ที่ยังคงพึ่งพารายได้จากช่องทางนี้เป็นหลัก
3. ทำลายทางเลือกและนวัตกรรมของผู้บริโภค: การแยกธุรกิจจะทำให้ตลาดสูญเสียผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับไป และถูกแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ด้อยประสิทธิภาพกว่า AdX และ DFP ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงได้เพราะการผสานรวมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของ Google ซึ่งช่วยในเรื่องความเร็ว, ความปลอดภัย, ความเป็นส่วนตัว และการเรียกเก็บเงินที่แม่นยำ นอกจากนี้ กระบวนการแยกธุรกิจที่ยาวนานหลายปีจะทำให้การลงทุนด้านนวัตกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้หยุดชะงักลง ในขณะที่ตลาดกำลังถูกปฏิวัติด้วย AI และเทคโนโลยีใหม่อื่นๆ
ข้อโต้แย้งทางกฎหมาย: ขาด “ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุที่สำคัญ”
หัวใจของข้อโต้แย้งทางกฎหมายของ Google คือ การที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ “ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุที่สำคัญ” (significant causal connection) ระหว่างพฤติกรรมการผูกขาดที่ศาลตรวจพบ กับการได้มาซึ่งอำนาจเหนือตลาดของ Google ได้ ตามบรรทัดฐานของศาลอุทธรณ์ การจะใช้มาตรการรุนแรงอย่างการแยกธุรกิจ จำเป็นต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายนั้นเป็นสาเหตุ “สำคัญ” ที่ทำให้บริษัทผูกขาดตลาดได้สำเร็จ
Google ยืนยันว่าความสำเร็จของ AdX และ DFP มาจากปัจจัยที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ เช่น “ผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า, ความเฉียบแหลมทางธุรกิจ, หรือความบังเอิญทางประวัติศาสตร์” รวมถึงการลงทุนอย่างมหาศาลในนวัตกรรม, ทรัพยากรบุคคล และการมองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการผูกขาดเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ อุปสงค์มหาศาลจากผู้ลงโฆษณา ซึ่งเป็นแหล่งพลังสำคัญของ AdX ก็มาจากการลงทุนที่ชอบด้วยกฎหมายในผลิตภัณฑ์อย่าง AdWords ที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งความสำเร็จของ AdWords ส่วนใหญ่ก็มาจากความสำเร็จของ Google Search อีกทอดหนึ่ง ซึ่งในคดี Search เอง ศาลก็ได้ข้อสรุปว่าอำนาจตลาดของ Google ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายมากพอที่จะนำไปสู่คำสั่งแยกธุรกิจได้
บทสรุปและก้าวต่อไป
เอกสารของ Google ฉบับนี้เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับบริษัท การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ Google แต่เป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายต่อต้านการผูกขาดในยุคดิจิทัล ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการฟื้นฟูการแข่งขัน กับความเสี่ยงที่จะทำลายตลาดที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยมาตรการที่อาจ “ล้าสมัย” ตั้งแต่วันแรกที่บังคับใช้
จากนี้ไป ศาลจะต้องพิจารณาข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วน คำตัดสินที่จะออกมาไม่เพียงแต่จะกำหนดชะตากรรมของธุรกิจ Ad Tech ของ Google เท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อผู้ลงโฆษณา, ผู้เผยแพร่, เอเจนซี่ และผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกในอีกหลายปีข้างหน้า
#Google #AdTech #ข่าวเศรษฐกิจ #กฎหมายต่อต้านการผูกขาด #โฆษณาดิจิทัล #แยกธุรกิจ #DOJ #คดีความ #การแข่งขันทางการค้า #เทคโนโลยี

