ITD ชี้ภูมิทัศน์การค้าโลกสู่ “ยุคปั่นป่วน” ดันไทยฮับข่าวกรองอาเซียน

ITD ชี้ภูมิทัศน์การค้าโลกสู่ “ยุคปั่นป่วน” ดันไทยฮับข่าวกรองอาเซียน

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) เปิดผลวิเคราะห์ “Trade Intelligence Report 2025” สะท้อนภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังก้าวสู่ “ยุคแห่งความปั่นป่วนครั้งใหญ่ (Era of Disruption)” ชี้ 4 ปัจจัยมหาอำนาจ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์, นโยบายกีดกัน, กฎระเบียบความยั่งยืน และเทคโนโลยีดิสรัปชัน กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง เผยกลุ่มประเทศ CLMVT รวมถึงไทยเผชิญทั้งความเสี่ยงและความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ เร่งเครื่องจัดตั้ง “ประชาคมข่าวกรองทางการค้า” สร้างเกราะป้องกันและคว้าโอกาส พร้อมปักธงดันไทยสู่ “ศูนย์กลางข่าวกรองการค้าแห่งอาเซียน (ASEAN Trade Intelligence Center)” ในปี 2569

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – โลกการค้าที่เคยคาดการณ์ได้กำลังจะกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า ภูมิทัศน์การค้าโลกไม่ได้กำลังเผชิญเพียง “การเปลี่ยนแปลง” แต่กำลังดำดิ่งสู่ “ยุคแห่งความปั่นป่วนครั้งใหญ่ (Era of Disruption)” ที่ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

รายงาน “Trade Intelligence Report 2025” ซึ่งจะมีการเผยแพร่ในงานสัมมนาภายใต้โครงการประชาคมข่าวกรองทางการค้าแห่งชาติ ปี 2568 ได้ทำการวิเคราะห์เชิงลึกถึง 4 พายุใหญ่ที่กำลังท้าทายขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประเทศ CLMVT (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา, เวียดนาม และไทย) พร้อมเสนอทางรอดและโอกาส ผ่านการสร้างกลไกสำคัญอย่าง “ประชาคมข่าวกรองทางการค้าระหว่างประเทศ” เพื่อเป็นหูตาและสมองในการกำหนดกลยุทธ์ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่คาดเดาได้ยาก

ถอดรหัส 4 ปัจจัยขับเคลื่อน “ยุคแห่งความปั่นป่วน”

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน การดำเนินธุรกิจและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่เฉียบคมและทันท่วงที รายงาน Trade Intelligence Report 2025 จาก ITD ได้ชี้ชัดถึง 4 ปัจจัยหลักที่เปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำลูกมหึมาที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลกอย่างรุนแรง ซึ่งผู้ประกอบการและภาครัฐจำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ: สมรภูมิใหม่แห่งห่วงโซ่อุปทานโลก

การแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเวทีการเมือง แต่ได้ลุกลามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Restructuring) ครั้งประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์สำคัญที่ภาคธุรกิจต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

  • Decoupling (การแยกห่วงโซ่อุปทาน): แนวโน้มที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจพยายามลดการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานจากประเทศคู่แข่งโดยตรง ส่งผลให้เกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Economic Fragmentation) ที่ชัดเจนขึ้น
  • De-risking (การลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน): บริษัทข้ามชาติเริ่มกระจายความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาฐานการผลิตในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป เพื่อลดผลกระทบจากความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ไม่คาดคิด
  • Friend-shoring/Near-shoring (การย้ายฐานการผลิต): แนวคิดการย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มประเทศพันธมิตรที่มีแนวคิดทางการเมืองสอดคล้องกัน หรือประเทศที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับกลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งพึ่งพิงการส่งออกในระดับสูง ปรากฏการณ์เหล่านี้ถือเป็นดาบสองคมที่สร้างทั้งความเสี่ยงจากการถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทานเดิม และในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทองในการดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่จากบริษัทที่กำลังมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง

2. กำแพงการค้าที่สูงขึ้น: การกลับมาของลัทธิปกป้องและกีดกัน

เสถียรภาพของระบบการค้าพหุภาคีกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก จากการกลับมาของสงครามการค้าและการใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures – NTMs) ที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของกำแพงภาษีที่ชัดเจน แต่แฝงมาในรูปของกฎระเบียบทางเทคนิค ข้อกำหนดด้านสุขอนามัย หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้มการใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศ (Trade as a Tool of Foreign Policy) มากขึ้น เช่น การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีสำคัญ หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนสร้างความไม่แน่นอนและเพิ่มต้นทุนให้กับการค้าระหว่างประเทศ

3. กฎระเบียบด้านความยั่งยืน: จากทางเลือกสู่ทางรอด

เมกะเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG (Environmental, Social, and Governance) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดทิศทางการค้าโลก ผู้บริโภค ตลาดทุน และภาครัฐทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น นำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการที่เข้มงวดซึ่งผู้ประกอบการไทยและ CLMVT ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป ตัวอย่างที่สำคัญได้แก่:

  • มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป: กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM” ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจากประเทศที่การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่เข้มแข็ง
  • กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR): กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ เข้าสู่ตลาด EU ต้องพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นไม่ได้มาจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า
  • กฎหมายตรวจสอบสถานะ (Due Diligence Laws): กฎหมายในหลายประเทศที่บังคับให้บริษัทต้องตรวจสอบและรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานของตน

มาตรการเหล่านี้สร้างภาระในการปฏิบัติตาม (Compliance Burden) และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็เป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการและประเทศที่สามารถปรับตัวและพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อนใคร

4. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4: เทคโนโลยีพลิกโลกการค้า

การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีเกิดใหม่ภายใต้คลื่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล กำลังพลิกโฉมรูปแบบการผลิต การบริโภค และการทำธุรกิจการค้าอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI), อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), บล็อกเชน (Blockchain), ระบบอัตโนมัติ และแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล ได้เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความโปร่งใสให้กับการค้าอย่างไร้รอยต่อ โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ กำลังเปิดกว้าง โดยเฉพาะในภาคบริการดิจิทัลและการค้าอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วกว่าย่อมได้เปรียบ

ITD

CLMVT บนทางแพร่ง และทางออกผ่าน “ข่าวกรองทางการค้า”

กลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งเป็นฐานการผลิตและเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของห่วงโซ่การผลิตโลก กำลังได้รับผลกระทบจาก 4 ปัจจัยข้างต้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว สถานการณ์ภายในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, นโยบายเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยน, ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ปี 2029 คือโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย ที่จะได้เป็นประธานอาเซียนแบบ ‘มีเขี้ยวเล็บ’ และมีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่แค่ประธานตามพิธีการ หากผู้นำของเราคว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ได้ ก็อาจเท่ากับว่าบทบาทของไทยในเวทีโลกจะหมดลงอย่างถาวร เพราะเรือลำสุดท้ายของเราคืออาเซียน

ช่องว่างเชิงข้อมูล สู่ความเสี่ยงในการแข่งขัน

จากความท้าทายที่ซับซ้อนนี้ ITD ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญคือ การที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการในกลุ่มประเทศ CLMVT ยังขาดกลไกและฐานข้อมูลเชิงลึกที่บูรณาการ เพื่อใช้ทำความเข้าใจผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน การขาดซึ่ง “ข่าวกรองทางการค้า” ที่ทันการณ์ ลึกซึ้ง และครอบคลุม ทำให้การกำหนดนโยบาย การวางแผนธุรกิจ และการปรับตัวเป็นไปอย่างล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและพลาดโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

Trade Intelligence Report 2025: เข็มทิศนำทางการค้า

รายงาน Trade Intelligence Report 2025 จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเชิงกลยุทธ์ (Strategic Insights) ที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนใน CLMVT สามารถรับมือกับความท้าทายและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างเท่าทัน การจัดสัมมนาเผยแพร่รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อ:

  • เชื่อมโยงและประสานความร่วมมือ: สร้างเวทีให้ผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าโลก
  • พัฒนาเครือข่ายข่าวกรอง: วางรากฐานในการสร้างระบบและกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทางการค้าทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค
  • กระตุ้นการนำไปใช้จริง: ส่งเสริมให้ข้อมูลจากรายงานถูกนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ของภาคเอกชน และกำหนดนโยบายของภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

วิสัยทัศน์สู่อนาคต: ปั้นไทยสู่ “ศูนย์กลางข่าวกรองทางการค้าอาเซียน”

เป้าหมายของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเผยแพร่รายงาน แต่คือการจุดประกายให้เกิด “ประชาคมข่าวกรองทางการค้าภายในประเทศ” ผ่านการระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ซึ่งนี่เป็นเพียงก้าวแรก

ITD ได้วางเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือการต่อยอดความสำเร็จนี้ในปี 2569 เพื่อสร้าง “ประชาคมข่าวกรองทางการค้าอาเซียน (ASEAN Trade Intelligence Community)” ที่แข็งแกร่งและครอบคลุม โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางข่าวกรองทางการค้าแห่งอาเซียน (ASEAN Trade Intelligence Center)” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างภูมิคุ้มกันให้ทั้งไทยและอาเซียนสามารถก้าวผ่านยุคแห่งความปั่นป่วนนี้ไปสู่การเติบโตที่มั่งคั่งและยั่งยืนร่วมกันในอนาคต

#ข่าวเศรษฐกิจ #การค้าโลก #ITD #CLMVT #TradeIntelligence #EraOfDisruption #ยุคแห่งความปั่นป่วน #ห่วงโซ่อุปทาน #ESG #CBAM #EUDR #เศรษฐกิจดิจิทัล #ภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวธุรกิจ #ประชาคมข่าวกรองทางการค้า #ASEAN

Related Posts