ไมโครซอฟท์ ชูวิสัยทัศน์ FY26 ปั้นไทยสู่ Frontier Firm ดัน AI สร้างชาติ

ไมโครซอฟท์ ชูวิสัยทัศน์ FY26 ปั้นไทยสู่ Frontier Firm ดัน AI สร้างชาติ

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ประจำปีงบประมาณ 2567 (FY26) อย่างเป็นทางการ เดินหน้าสานต่อพันธกิจขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งเป้าหมายยกระดับองค์กรไทยสู่การเป็น “Frontier Firms” หรือองค์กรผู้นำแห่งอนาคต เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและผลักดันไทยสู่การเป็น “ผู้สร้าง” ในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักคือ ยกระดับทักษะ (Elevate), เสริมพลัง (Enable), และร่วมกำหนดกรอบการใช้งานอย่างมีธรรมาภิบาล (Govern) โดยมีรากฐานสำคัญคือจริยธรรมและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย –  ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ได้ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นพันธมิตรสำคัญเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศ นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ฉายภาพทิศทางการดำเนินงานครั้งใหม่ ซึ่งเป็นการเดินทางที่มุ่งเน้นการปลดล็อกศักยภาพของประเทศด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ โดยต่อยอดจากความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในปีงบประมาณ 2565 (FY25) ที่ผ่านมา

ในปี FY25 ไมโครซอฟท์ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญผ่าน โครงการ THAI Academy ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการพัฒนาทักษะ AI ให้กับคนไทยได้มากถึง 1.577 ล้านคน ซึ่งสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความตื่นตัวและความต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตในสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรต่างๆ เพื่อสร้างต้นแบบของ Frontier Firms ในหลากหลายอุตสาหกรรม และได้วางรากฐานการใช้งาน AI อย่างปลอดภัยร่วมกับภาครัฐ โดยมีกรณีศึกษาที่โดดเด่นคือการทำงานร่วมกับ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการพัฒนาโซลูชัน AI เพื่อช่วยปรับปรุงกฎหมายไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิกของ OECD

สำหรับก้าวต่อไปในปี FY26 ไมโครซอฟท์ได้ยกระดับเป้าหมายให้สูงขึ้นและมุ่งเน้นผลกระทบเชิงลึกยิ่งกว่าเดิม นายธนวัฒน์ได้ให้คำนิยามของ “Frontier Firm” ว่าเป็นองค์กรที่สามารถผสาน AI เข้าไปในทุกมิติการทำงาน ทำให้มนุษย์และ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างนวัตกรรมและคุณค่าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์เฉพาะของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

นายธนวัฒน์กล่าวว่า “วันนี้ไมโครซอฟท์ได้ขยายบทบาทจากการเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เราเรียกว่า

Intelligence Engine เปิดโอกาสให้องค์กรทุกขนาด-ไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่-สามารถสร้างนวัตกรรมของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จทั้งในระดับองค์กรและสังคม เราเชื่อว่าองค์กรที่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Frontier Firms จะมีศักยภาพในการสร้างความแตกต่างและคุณค่าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เฉพาะของตนเอง กลยุทธ์ของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ไม่ใช่แค่ส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยี แต่ต้องการเสริมศักยภาพให้องค์กรไทยก้าวขึ้นเป็น “ผู้สร้าง” นำเทคโนโลยีไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ โดยที่ไมโครซอฟท์จะเป็นพันธมิตร ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุกคนประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”

เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้เป็นจริง ไมโครซอฟท์ได้วางกลยุทธ์ผ่าน 3 เสาหลักที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่

Elevate – ยกระดับทักษะสู่การสร้างผลกระทบแบบทวีคูณ

เสาหลักแรกคือการสานต่อความสำเร็จจากโครงการ THAI Academy โดยเพิ่มความเข้มข้นในการพัฒนาทักษะ AI ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่สามารถสร้างผลกระทบและต่อยอดองค์ความรู้ได้อย่างทวีคูณ โดยจะดำเนินการผ่าน 4 โครงการหลักที่มุ่งเน้นการสร้างคนตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงวัยทำงาน:

  1. AI for Teachers: โครงการอบรมทักษะ AI ครั้งใหญ่สำหรับครูและอาจารย์ในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ตั้งเป้าหมายจำนวน 250,000 คน เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษามีความรู้ความเข้าใจในหลักการทำงานของ AI มีจริยธรรม และสามารถนำเครื่องมือ AI ไปใช้สร้างแผนการสอน พัฒนาสื่อ และออกแบบการวัดผลที่เหมาะสมกับผู้เรียนยุคใหม่ โดยร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่างสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  2. AI in Education: ความร่วมมือพิเศษกับ กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาทักษะ AI ให้แก่ครูและอาจารย์ในสังกัดจำนวน 5,000 คน และส่งต่อองค์ความรู้เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพยุค 5.0 จำนวน 50,000 คน ให้สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้
  3. AI Skills for Social Impact: การเสริมศักยภาพให้กับองค์กรภาคสังคมทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าอบรมทักษะ AI ให้กับเจ้าหน้าที่จำนวน 15,000 คน เพื่อช่วยให้สามารถเขียนโครงการขอรับทุนสนับสนุน, จัดทำรายงาน, และประชาสัมพันธ์โครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้สามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานที่สร้างคุณค่าทางสังคมได้มากขึ้น โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  4. AI Skills for Workforce: ต่อยอดความร่วมมือกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการพัฒนาทักษะ AI ให้กับแรงงานไทยเพิ่มเติมอีก 100,000 คน ผ่านศูนย์ฝึกอบรม 77 แห่งทั่วประเทศและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทยในตลาดสากล โดยโครงการทั้งหมดนี้จะสอดคล้องกับแผนแม่บท AI แห่งชาติ และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทยกว่า 10 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2570

Enable – เสริมพลังด้วยแพลตฟอร์มและเครื่องมือระดับโลก

ไมโครซอฟท์มุ่งมั่นสร้างอีโคซิสเต็มที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเปิดกว้างให้นักพัฒนาและผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ที่ล้ำสมัย

  • Microsoft Azure และ GitHub: เป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับนักพัฒนา โดยเฉพาะ GitHub Copilot ที่วันนี้ได้พัฒนาไปสู่การเป็น Coding Agent เต็มตัว สามารถช่วยเขียนโค้ด เสนอแนวทางแก้ปัญหา พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนการทำงานเพื่อให้นักพัฒนาสามารถตรวจสอบและทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น
  • Windows และ Copilot + PC: Windows ยังคงเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำสำหรับ AI ที่มีผู้ใช้งานกว่า 1,400 ล้านเครื่องทั่วโลก และล่าสุดได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Copilot + PC พีซีที่เร็วและฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยใช้ CPU รุ่นใหม่ที่มีหน่วยประมวลผล AI (NPU) โดยเฉพาะ ทำให้สามารถปลดล็อกฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง

    Recall ที่ช่วยจดจำและค้นหาสิ่งที่เคยทำบนหน้าจอ, Super Resolution ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย

  • Windows AI Foundry: เปิดพื้นที่ให้นักพัฒนาสามารถดึงพลังของ AI มาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในระดับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ สามารถนำโมเดล AI มาใช้งานบนอุปกรณ์ Windows ได้แม้ในขณะออฟไลน์

Govern – ร่วมกำหนดกรอบการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล

ในฐานะผู้นำด้าน AI ระดับโลก ไมโครซอฟท์ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด และได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายให้กับประเทศไทย โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.), สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.), ETDA และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย การใช้คลาวด์ และการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม

โดยหัวใจสำคัญคือความปลอดภัย ซึ่งไมโครซอฟท์ได้ริเริ่มโครงการ Secure Future Initiative ที่ครอบคลุมหลักการ 3 ประการคือ Secure by design (ปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ), Secure by default (ปลอดภัยเป็นค่าเริ่มต้น), และ Secure operations (ปลอดภัยในการปฏิบัติงาน) นอกจากนี้ยังมีมาตรการ AI Guardrail เพื่อป้องกันไม่ให้ AI ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกด้วย

ไมโครซอฟท์พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่ง และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ด้วยแพลตฟอร์มและเครื่องมือระดับโลกที่มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อยกระดับองค์กรไทยสู่การเป็น Frontier Firms และสร้างอีโคซิสเต็มที่รองรับการใช้ AI อย่างรอบด้านและมีความรับผิดชอบ

#MicrosoftTH #วิสัยทัศน์FY26 #FrontierFirms #AIforThailand #ปัญญาประดิษฐ์ #เศรษฐกิจดิจิทัล #ยกระดับทักษะAI #THAIAcademy #ธนวัฒน์สุธรรมพันธุ์

Related Posts