กองทัพอากาศไทย (ทอ.) ลงนามสัญญาครั้งสำคัญกับ แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ สั่งซื้อเฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ H225 เพิ่มเติม 2 ลำ ตอกย้ำความเชื่อมั่นในสมรรถนะของอากาศยานยุโรป พร้อมชูความร่วมมือกับ “อุตสาหกรรมการบินไทย (TAI)” ในการประกอบและส่งมอบ สะท้อนนัยสำคัญทางเศรษฐกิจที่มากกว่าการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ แต่คือการเสริมสร้างขีดความสามารถอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและยกระดับภารกิจเพื่อมนุษยธรรมของไทย
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของกองทัพอากาศไทยในการเสริมสร้างศักยภาพฝูงบิน ได้กลายเป็นที่จับตามองในแวดวงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเศรษฐกิจ เมื่อมีการประกาศลงนามในสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์รุ่น H225 จำนวน 2 ลำจากบริษัท แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ ยักษ์ใหญ่ด้านการบินและอวกาศจากยุโรป การจัดหาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความปลอดภัยของประชาชน นั่นคือ ภารกิจการค้นหาและกู้ภัย (Search and Rescue: SAR) และ บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical Services: EMS)
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเพิ่มจำนวนอากาศยานในฝูงบินเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความไว้วางใจที่กองทัพอากาศไทยมีต่อเฮลิคอปเตอร์ตระกูล H225 ซึ่งได้พิสูจน์สมรรถนะและความน่าเชื่อถือมาแล้วตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับพันธมิตรระดับโลก ซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยโดยตรง
H225M: ทศวรรษแห่งความไว้วางใจ สู่การต่อยอดภารกิจสำคัญ
กองทัพอากาศไทยมีความคุ้นเคยกับเฮลิคอปเตอร์ตระกูลนี้เป็นอย่างดี โดยได้เริ่มนำเฮลิคอปเตอร์รุ่น H225M (รุ่นทางการทหาร) เข้าประจำการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 และตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา H225M ได้กลายเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายและมีความท้าทายสูง ตั้งแต่การค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue: CSAR) ซึ่งต้องการความแม่นยำและความทนทานต่อสภาวะกดดัน ไปจนถึงภารกิจค้นหาและกู้ภัยทั่วไป และการลำเลียงกำลังพลในพื้นที่ทุรกันดาร
พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดหาในครั้งนี้ว่า “ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา H225M ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นกำลังหลักที่ทรงคุณค่าในการปฏิบัติการของเรา ด้วยสมรรถนะและความน่าเชื่อถือที่โดดเด่นในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายและท้าทาย”
คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพึงพอใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การจัดซื้อเพิ่มเติม (Repeat Order) อันเป็นเครื่องบ่งชี้ความสำเร็จที่สำคัญในโลกธุรกิจการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศยังได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายหลักของการเสริมทัพในครั้งนี้ว่า “การเพิ่มเติมเฮลิคอปเตอร์ใหม่ 2 ลำ ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับภารกิจ SAR และ EMS จะช่วยเสริมศักยภาพในการปกป้องและดูแลประชาชนชาวไทย ให้เราสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์”
มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนด้านการทหารในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก แต่ยังขยายขอบเขตครอบคลุมถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เศรษฐกิจนำการทหาร: บทบาทของ TAI ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน คือมิติทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในการจัดซื้อครั้งนี้ โดยสัญญาดังกล่าวระบุชัดเจนว่า การประกอบและส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ H225 ทั้ง 2 ลำ จะดำเนินการโดย บริษัท การบินไทยอุตสาหกรรม (Thai Aviation Industries: TAI) ภายใต้กรอบความร่วมมือกับแอร์บัส เฮลิคอปเตอร์
นี่ไม่ใช่แค่การซื้อมา-ขายไป แต่เป็นรูปแบบของความร่วมมือที่ก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) การพัฒนาทักษะแรงงานฝีมือขั้นสูง และการสร้างงานภายในประเทศ การมีส่วนร่วมของ TAI หมายถึง:
- การพัฒนาศักยภาพบุคลากร: วิศวกรและช่างเทคนิคชาวไทยจะได้รับประสบการณ์ตรงในการประกอบและทดสอบเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดในโครงการอื่นๆ ในอนาคต
- การสร้างความเชื่อมั่น: การที่แอร์บัสซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกให้ความไว้วางใจ TAI ในกระบวนการที่สำคัญเช่นนี้ เป็นการรับรองมาตรฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในเวทีสากล
- โอกาสทางธุรกิจในอนาคต: ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นอาจนำไปสู่การยกระดับ TAI ให้เป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุง (Maintenance, Repair, and Overhaul: MRO) สำหรับเฮลิคอปเตอร์ตระกูล H225 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว
- การลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ: การมีความสามารถในการประกอบและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ได้เองภายในประเทศ เป็นการสร้างความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ลดการพึ่งพาชิ้นส่วนและบริการจากต่างชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจป้องกันประเทศ (Defense Economy)
นายโอลิวิเยร์ มิเชอลง รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจโลก แอร์บัสเฮลิคอปเตอร์ กล่าวถึงความร่วมมือนี้ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่กองทัพอากาศไทยยังคงไว้วางใจในเฮลิคอปเตอร์ H225 ของเรา คำสั่งซื้อต่อเนื่องครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความอเนกประสงค์ ความก้าวล้ำด้านสมรรถนะ และบทบาทสำคัญของ H225 ในการสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันประเทศและการบริการสาธารณะ เราภาคภูมิใจที่จะสานต่อความร่วมมืออันแน่นแฟ้นกับกองทัพอากาศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะมีเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับปฏิบัติภารกิจสำคัญ”
เจาะลึกสมรรถนะ H225: ทำไมจึงเป็นคำตอบสำหรับภารกิจ SAR และ EMS
เฮลิคอปเตอร์ H225 หรือที่รู้จักกันในตระกูล “ซูเปอร์พูม่า” (Super Puma) เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาด 11 ตัน ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในด้านความแข็งแกร่ง ทนทาน และความสามารถในการปฏิบัติการได้ในทุกสภาพอากาศ คุณสมบัติเด่นที่ทำให้ H225 เหมาะสมอย่างยิ่งกับภารกิจค้นหาและกู้ภัยในสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายของไทย ตั้งแต่ทะเลอันดามันไปจนถึงเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ คือ:
- พิสัยการบินไกลและความเร็ว: H225 สามารถบินได้ไกลและทำความเร็วได้สูง ทำให้เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายในภารกิจกู้ชีวิต
- ระบบนักบินอัตโนมัติ 4 แกน (4-axis Autopilot): เป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่ช่วยลดภาระของนักบินได้อย่างมาก โดยเฉพาะในระหว่างการบินลอยตัวนิ่ง (Hovering) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสภาวะที่ท้าทาย เช่น ลมกระโชกแรง หรือในเวลากลางคืน
- ห้องโดยสารขนาดใหญ่และปรับเปลี่ยนได้: สามารถติดตั้งเตียงพยาบาลได้หลายเตียง พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินครบครัน หรือบรรทุกผู้ประสบภัยได้จำนวนมากในเที่ยวเดียว
- ความน่าเชื่อถือสูง: ด้วยชั่วโมงบินสะสมทั่วโลกเกือบ 980,000 ชั่วโมง จากเฮลิคอปเตอร์ H225 และ H225M ที่ปฏิบัติการอยู่กว่า 360 ลำทั่วโลก พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นอากาศยานที่ผ่านการใช้งานจริงและได้รับการยอมรับในระดับสากล
นอกจากกองทัพอากาศไทยแล้ว ยังมีกองทัพจากนานาชาติที่ไว้วางใจใน H225 อาทิ ฝรั่งเศส, บราซิล, เม็กซิโก, สิงคโปร์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งการมีผู้ใช้งานที่หลากหลายในภูมิภาคเดียวกันยังเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการซ่อมบำรุงและการปฏิบัติการอีกด้วย
บทสรุป: ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย
การจัดหาเฮลิคอปเตอร์ H225 เพิ่มเติมของกองทัพอากาศไทยในครั้งนี้ เป็นมากกว่าแค่การซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหาร แต่มันคือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ตั้งแต่การยกระดับความสามารถในการช่วยเหลือชีวิตประชาชน การเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ไปจนถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
สำหรับนักธุรกิจและนักลงทุน นี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ถึงทิศทางที่ชัดเจนของภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยอย่าง TAI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต
#กองทัพอากาศไทย #แอร์บัส #H225 #อุตสาหกรรมการบิน #ความมั่นคง #SAR #จัดซื้อจัดจ้าง #เศรษฐกิจการทหาร #ThaiAviationIndustries #RTAF

