อนาคต ครีเอเตอร์ ไทย 2035 : โอกาสหรือวิกฤตที่รอวันปะทุ

อนาคต ครีเอเตอร์ ไทย 2035 : โอกาสหรือวิกฤตที่รอวันปะทุ

อุตสาหกรรมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ ของประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ สร้างมูลค่ามหาศาลและก่อให้เกิดอาชีพแก่คนไทยนับล้าน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตที่น่าจับตานี้ รายงานวิจัยเชิงอนาคตฉบับล่าสุดจากเทลสกอร์ ได้ฉายภาพที่น่าขบคิดว่า อนาคตของวงการนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่าง “ยุคทอง” ที่จะสร้างความสำเร็จระดับโลก หรือ “ซากปรักหักพัง” ที่เต็มไปด้วยวิกฤตความน่าเชื่อถือ ซึ่งทิศทางของอนาคตจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการลงมือทำของทุกภาคส่วนในวันนี้

ผลการศึกษาในหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจคอนเทนค์ ครีเอเตอร์ ไทย พ.ศ. 2578 (Futures of Content Creators in Thailand 2035)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore), ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales LAB) และสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ได้ทำการวิเคราะห์อย่างรอบด้านเพื่อฉายภาพความเป็นไปได้ของอุตสาหกรรมในอีก 10 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ทั้งสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และกฎหมาย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้แทรกซึมและมีบทบาทสำคัญในหลากหลายมิติของสังคมไทย รายงานระบุว่าอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้ให้คนไทยเกือบ 9 ล้านคน ทั้งในฐานะอาชีพหลัก (ประมาณ 2 ล้านคน) และอาชีพเสริม พร้อมทั้งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไม่น้อยกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยทั่วโลกถึงปีละ 20-30% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังทางเศรษฐกิจที่ไม่ธรรมดา และยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับภาคธุรกิจ

โดยผลสำรวจชี้ว่า 63% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าตามคำแนะนำของครีเอเตอร์ที่ตนเชื่อใจ และกว่า 82% ของแบรนด์ยืนยันว่าการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าวิธีการโฆษณาแบบดั้งเดิม รายงานได้จำแนกผู้สร้างสรรค์เนื้อหาออกเป็น 3 ประเภทหลักตามรูปแบบการสร้างรายได้ ได้แก่ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่เน้นการสร้างสรรค์เนื้อหา, อินฟลูเอนเซอร์ ที่ใช้บุคลิกและชื่อเสียงในการโน้มน้าว และ นักขายออนไลน์ ที่มุ่งเน้นการปิดการขายเพื่อรับค่าคอมมิชชั่น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญคือสถานะทางวิชาชีพที่ยังไม่มีความชัดเจน ขาดนิยามที่เป็นระบบในบริบทของสื่อมวลชน และยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นอาชีพที่เป็นทางการ ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงสวัสดิการและการคุ้มครองทางกฎหมายที่เหมาะสม ประเด็นเหล่านี้คือจุดเปราะบางที่อาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

เพื่อทำความเข้าใจพลวัตที่จะกำหนดอนาคต คณะผู้วิจัยได้รวบรวม 36 สัญญาณการเปลี่ยนแปลง (Signals of Change) และวิเคราะห์ 6 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ (Key Driving Forces) ที่จะส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น AI และแพลตฟอร์มใหม่ๆ 2) การกำกับดูแลดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะแพลตฟอร์มต่างชาติ 3) การกำกับดูแลและส่งเสริมอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ ทั้งในแง่นโยบายและสวัสดิการ 4) รูปแบบการสร้างรายได้และความสามารถในการปรับตัว ของครีเอเตอร์ 5) ค่านิยมและพฤติกรรมการเสพสื่อ ของผู้รับชม และ 6) ศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ ของตัวครีเอเตอร์เอง

5 ภาพอนาคต (Future Scenarios) ครีเอเตอร์

ปัจจัยขับเคลื่อนเหล่านี้ถูกนำมาสังเคราะห์เป็น 5 ภาพอนาคต (Future Scenarios) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในปี พ.ศ. 2578 ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนความเป็นไปได้ตั้งแต่ดีที่สุดไปจนถึงเลวร้ายที่สุด

ภาพอนาคตที่ 1: การสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด สู่ความสำเร็จระดับโลก ถือเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดหรือ “ยุคทอง” ของวงการ ในภาพอนาคตนี้ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้รับการยอมรับเป็นวิชาชีพที่มั่นคง มีสวัสดิการและการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ มีการกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมทั้งเสรีภาพและคุณภาพ เกิดแพลตฟอร์มดิจิทัลสัญชาติไทยที่แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ คอนเทนต์ไทยมีคุณภาพสูงจนสามารถส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ สร้างรายได้และ Soft Power ให้กับประเทศ ประชาชนมีความเท่าทันสื่อสูง และระบบนิเวศสื่อโดยรวมมีความโปร่งใสและสร้างสรรค์

ภาพอนาคตที่ 2 และ 3: ไทยสร้างไทยฯ และ การเติบโตบนเส้นทางที่ไม่มั่นคง เป็นภาพอนาคตที่เป็นไปได้ในระดับกลาง คอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอด้วยทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง แต่ยังคงขาดความมั่นคงด้านสวัสดิการและการคุ้มครองทางวิชาชีพที่เหมาะสม แม้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะมีนโยบายที่ดีต่อผู้ใช้งาน แต่ปัญหาการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด เช่น การหลอกลวง ข่าวปลอม และการปลอมแปลงตัวตน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจคอนเทนต์ และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของนิเวศสื่อโดยรวม

ภาพอนาคตที่ 4: วิกฤตความน่าเชื่อถือในวงการคอนเทนต์ไทย ในสถานการณ์เชิงลบนี้ ระบบนิเวศสื่อคอนเทนต์ไทยกำลังเผชิญความท้าทายรุนแรง ครีเอเตอร์ไทยต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางรายได้จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของครีเอเตอร์ต่างชาติและ AI Creator ประกอบกับการขาดกรอบกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติที่ชัดเจน ทำให้ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างชาติมากเกินไป คุณภาพของคอนเทนต์ตกต่ำลง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในสื่อไทยและไม่มั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ส่งผลให้บางส่วนหันไปรับชมคอนเทนต์นอกระบบ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการหลอกลวง โฆษณาเกินจริง และคอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้าผิดกฎหมาย ท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ได้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนในภาพรวม

ภาพอนาคตที่ 5: ซากปรักหักพังของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ คือภาพอนาคตที่เลวร้ายที่สุด ประเทศไทยเข้าสู่ยุคตกต่ำของเศรษฐกิจคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างสมบูรณ์ การใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดทำให้เกิดการหลอกลวงและข่าวปลอมอย่างแพร่หลาย การไม่มีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติทำให้รายได้และข้อมูลรั่วไหลออกนอกประเทศ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยส่วนใหญ่ตกงานจากการถูกแทนที่โดย AI และครีเอเตอร์ต่างชาติ ผู้ที่ยังอยู่ในวงการต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางรายได้และถูกจูงใจจากธุรกิจสีเทา ตลาดต้องการคอนเทนต์โฆษณาเกินจริงสำหรับสินค้าปลอมและผิดกฎหมาย สังคมโดยรวมตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกชักจูงและปลุกปั่นจากคอนเทนต์ที่บิดเบือน

การที่ประเทศไทยจะมุ่งไปสู่ภาพอนาคตที่พึงประสงค์ได้นั้น รายงานได้ให้ “ข้อเสนอต่อการปฏิบัติ (Guide to Actions)” สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักทั้ง 9 ภาคส่วน โดยมีหัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ภาครัฐและผู้ออกแบบนโยบาย ต้องมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เป็นธรรม โปร่งใส และผลักดันให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ พร้อมมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและสวัสดิการ ภาคการศึกษา ต้องปรับปรุงหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลและส่งเสริมความรอบรู้เท่าทันสื่อ ขณะที่ สมาคมวิชาชีพ ต้องร่วมกันสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพที่เข้มแข็ง

สำหรับ แพลตฟอร์มดิจิทัล ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม เปิดเผยกลไกอัลกอริทึม และร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย ภาคเอกชน ในฐานะผู้ว่าจ้าง ต้องสร้างแนวปฏิบัติการจ้างงานที่เป็นธรรมและส่งเสริมการตลาดที่รับผิดชอบ ส่วน สื่อมวลชน ต้องเปิดรับและทำงานร่วมกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ในขณะที่ตัว คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เองก็ต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เผยแพร่ และพัฒนาทักษะของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และท้ายที่สุด ประชาชน ในฐานะผู้รับสาร ต้องมีวิจารณญาณในการเลือกบริโภคสื่อ และสนับสนุนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันสร้างภูมิทัศน์สื่อที่ดี

สรุปได้ว่า อนาคตของเศรษฐกิจคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยนั้นเต็มไปด้วยศักยภาพ แต่ก็มีความเปราะบางซ่อนอยู่ การเดินทางสู่ “ยุคทอง” ในปี 2578 ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ต้องสร้างขึ้นจากการวางรากฐานที่มั่นคงในปัจจุบัน ผ่านความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วน เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างสรรค์ และยั่งยืน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยในยุคดิจิทัลต่อไป

#เศรษฐกิจดิจิทัล #คอนเทนต์ครีเอเตอร์ #InfluencerMarketing #อนาคตประเทศไทย #CreatorEconomy #สื่อดิจิทัล #DigitalEconomy

Related Posts