“ไชยชนก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี สั่งปลัดกระทรวงฯ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเอกสาร MOU เชื่อมโยง “กระบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก” หลังสื่อต่างชาติเปิดโปง! ชี้ชัดหากพบใครเกี่ยวข้อง เตรียมดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด!
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบหมายให้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วนที่สุด ภายหลังจากที่มีสื่อต่างชาติเผยแพร่เอกสารซึ่งแสดงถึงเส้นทางการเชื่อมโยงกับ กระบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก
นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีและโฆษกกระทรวงดีอี ได้เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าการตรวจสอบนี้มีขึ้นเพื่อพิจารณาการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
เอกสารข้อตกลงและคู่สัญญา
เอกสารที่ถูกเผยแพร่ออกมาและกำลังถูกตรวจสอบอย่างเร่งด่วนนี้คือ เอกสารข้อตกลง (MOU) ระหว่าง กระทรวงดีอี กับ Prime Opportunity Fund VCC
รัฐมนตรี “ไชยชนก” เร่งรัด ให้มีการตรวจสอบความเชื่อมโยงของเอกสารดังกล่าวกับขบวนการฟอกเงินระดับโลกเป็นการเฉพาะ โฆษกกระทรวงดีอี ย้ำว่า ปลัดกระทรวงฯ กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น
มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด
มาตรการของกระทรวงดีอีมีความชัดเจนและแข็งกร้าว โดยนางสาวสุชาดา กล่าวย้ำว่า “หากพบว่าบุคคลใด มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด” การสั่งการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนและเน้นย้ำถึงการดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีในการปราบปรามและจัดการกับปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
#กระทรวงดีอี #ฟอกเงินดิจิทัล #MOUฉาว #ไชยชนกสั่งสอบ #PrimeOpportunityFundVCC #ข่าวด่วน #เศรษฐกิจดิจิทัล #การตรวจสอบ #การดำเนินการตามกฎหมาย
********* อ่านที่มาของเรื่อง **********
สรุป: MOU อัปยศเขย่าดีอี กับเงา “มหากาพย์นายหน้า” ในกองทุนนิรนาม
ที่มา: Facebook สฤณี อาชวานันทกุล
นักข่าวเจาะระดับโลก ทอม ไรท์ และ แบรดลีย์ โฮป ได้เปิดโปง บันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่น่ากังขา ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) ของไทย กับ Prime Opportunity Fund VCC กองทุนจากสิงคโปร์ ซึ่งใช้โครงสร้าง Variable Capital Company (VCC) ที่ถูกระบุว่าสามารถ อำพรางตัวตนเจ้าของที่แท้จริง ได้อย่างจงใจ การที่หน่วยงานรัฐลงนามกับ “กองทุนนิรนาม” ที่ไม่เปิดเผยตัวตนเจ้าของ ถือเป็นความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในระดับสูง
1. ความไม่โปร่งใสของคู่สัญญาและโครงสร้าง VCC
-
MoU อัปยศ: การลงนามเมื่อปี 2024 ระหว่างกระทรวงดีอีกับ Prime Opportunity Fund VCC ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เพราะ VCC เป็นโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกปิดตัวตนผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลงทุน ซึ่งผิดวิสัยอย่างยิ่งสำหรับการทำธุรกรรมในระดับภาครัฐ
-
ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล: การเปิดประตูให้เอกชนที่ไม่สามารถระบุตัวตนชัดเจนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ถือเป็นการขาดความโปร่งใส
2. อำนาจล้นมือที่มอบให้ “เอกชนนิรนาม”
เนื้อหาใน MoU ยิ่งน่าตกใจ เพราะอนุญาตให้กองทุนนิรนามนี้เข้ามาจัดตั้งกลไกสำคัญสองประการ:
-
Digital Economy Regulatory Sandbox (DERS): ถูกกำหนดให้เป็น “ห้องทดลองผลิตภัณฑ์” ที่เอกชนสามารถทดลองบริการใหม่ๆ ได้โดยมีภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย การมอบอำนาจให้เอกชนที่ไม่เปิดเผยตัวตนมากำหนดทิศทางการทดลองและมีภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย เป็นการโอนอำนาจกำกับดูแลที่สำคัญ
-
Thailand International Digital Business & Finance Centre (TIDC): มีศักยภาพในการเป็น “คนเฝ้าประตู” (Gatekeeper) ที่สามารถ “เก็บค่าต๋ง” จากกิจกรรมทางธุรกิจดิจิทัลได้ ซึ่งเป็นการมอบบทบาทและโอกาสสร้างรายได้มหาศาลให้กับเอกชนที่ไม่โปร่งใสในเรื่องเจ้าของ
โครงการขนาดใหญ่นี้ควรผ่านกระบวนการประมูลและคัดกรองอย่างเข้มข้น ไม่ใช่การ “มุบมิบทำ MoU” กับกองทุนที่อำพรางเจ้าของ
3. โครงสร้าง TIDC และเงา “มหากาพย์นายหน้า”
แม้ MoU จะไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย แต่โครงสร้าง TIDC ได้ถูกก่อตั้งและดำเนินการจริงแล้ว โดยระหว่างเดือนพฤษภาคม 2024 ถึงมกราคม 2025 ได้มีการจัดตั้งบริษัทในกลุ่ม TIDC ขึ้นมาสามแห่ง ได้แก่ TIDC Worldverse, TIDC Holdings, และ TIDC จำกัด
-
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่: คือ Prime Opportunity Fund VCC (กองทุนนิรนามใน MoU) และ รีวิน เพทายบรรลือ
-
ความเชื่อมโยงกับมหากาพย์นายหน้า:
-
รีวิน เพทายบรรลือ เคยเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม PrimeStreet Advisory ซึ่งเคยถือหุ้นใน BIC Bank Cambodia ซึ่งเป็นธนาคารของ ยิม เลียก หนึ่งในตัวละครหลักใน “มหากาพย์นายหน้า”
-
แม้ชื่อของ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (ตัวละครสำคัญในมหากาพย์นายหน้า) จะไม่ปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงในกลุ่ม TIDC แต่ จอร์จ ทาน (George Tan) ซีอีโอของ Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเบนจามิน กลับปรากฏชื่อเป็น กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ในบริษัททั้งสามแห่งของกลุ่ม TIDC
-
ข้อสังเกตนี้ทำให้ข้อกล่าวหาของนักข่าวเจาะที่ว่า เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ อยู่เบื้องหลัง Prime Opportunity Fund VCC มีน้ำหนักอย่างยิ่ง และตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่าง MoU อัปยศกับการสอบสวนใน “มหากาพย์นายหน้า” ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นและคริปโต
4. คำถามถึงกระทรวงดีอี และบทบาท “ประธาน ก.ล.ต.” คนใหม่
คำถามสำคัญที่ต้องเรียกร้องคำตอบจากภาครัฐคือ:
-
ทำไมกระทรวงดีอีจึงลงนามใน “MoU อัปยศ” กับกองทุนที่ใช้โครงสร้าง VCC อำพรางเจ้าของ?
-
กิจกรรมอื่น ๆ ที่ระบุใน MoU เช่น การก่อตั้ง DERS และการอนุญาตให้นำเข้า “IT Specialists” มากถึง 500 คน ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่?
ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกระทรวงดีอี และ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงดีอีในช่วงที่มีการลงนาม
-
บทบาทใหม่ของประธาน ก.ล.ต.: ปัจจุบัน ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการสอบสวน “มหากาพย์นายหน้า” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน การที่บุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในการลงนาม MoU ที่มีข้อกังขา มาดำรงตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน จึงเป็นคำถามใหญ่ว่า ก.ล.ต. จะสามารถดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นกลางและเด็ดขาดเกี่ยวกับกลุ่มบริษัทที่อาจมีความเชื่อมโยงกับ MoU นี้ได้อย่างไร
การเปิดโปงครั้งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่กระทรวงดีอี, ก.ล.ต., และ ปปง. จะต้องเร่งชี้แจงและสอบสวนต่อสาธารณชนเกี่ยวกับความโปร่งใสของ MoU ความสัมพันธ์กับตัวละครใน “มหากาพย์นายหน้า” และการใช้โครงสร้าง VCC เพื่ออำพรางตัวตนเจ้าของที่แท้จริง

