เจาะลึกกลยุทธ์ iGreen+ ผนึก M18 ส่งบัตรดำ พลิกเกมยึดตลาด EV

เจาะลึกกลยุทธ์ iGreen+ ผนึก M18 ส่งบัตรดำ พลิกเกมยึดตลาด EV

ในวินาทีนี้ หากจะกล่าวถึงอุตสาหกรรมที่ร้อนแรงและมีการแข่งขันดุเดือดที่สุดในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี (EV) ที่ผู้เล่นหน้าใหม่และหน้าเก่าต่างกระโจนลงสู่สนามนี้อย่างไม่ขาดสาย ทว่าในมุมมองของนักการตลาดและนักกลยุทธ์ การแข่งขันในยุคปัจจุบัน (Next Normal) ไม่ได้วัดกันที่ใครมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ล้ำหน้ากว่า หรือใครทำสงครามราคาได้ถูกกว่าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สมรภูมินี้กำลังถูกตัดสินด้วยคำว่า “Customer Experience” หรือประสบการณ์ของลูกค้า และ “Ecosystem” หรือระบบนิเวศที่ครบวงจร

ล่าสุด บริษัท ไอกรีน พลัส โซลูชั่น จำกัด หรือ iGreen+ (iGreen Plus) ผู้เล่นคนสำคัญในตลาดสถานีชาร์จ ได้เผยหมากเกมใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยการประกาศพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) กับ M18 Mobility (พาร์ทเนอร์ GAC) และ Best Energy ผู้ให้บริการสถานีน้ำมัน เพื่อปูพรมยึดครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้วยกลยุทธ์ที่เหนือชั้น พร้อมส่งอาวุธลับทางการตลาดอย่าง “Premium Black Card” เพื่อมัดใจผู้บริโภคในระยะยาว

พลิกเกมจาก B2B สู่ Mass Market: วิสัยทัศน์ใหม่ของ “กชกร แข็งขัน”

คุณกชกร แข็งขัน ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไอกรีน พลัส โซลูชั่น จำกัด แม่ทัพหญิงแกร่งแห่ง iGreen+ ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ที่คมชัดเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนทิศทางองค์กร หรือ Business Transformation ครั้งสำคัญ โดยระบุว่า จากเดิมที่บริษัทวางตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) เน้นหนักไปที่กลุ่ม B2B หรือรถยนต์เชิงพาณิชย์และรถสาธารณะ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทด้วยเครือข่ายกว่า 50 แห่งที่รองรับการใช้งานหนัก (Heavy Use) มาอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อสัญญาณตลาดบ่งชี้ชัดเจนว่ากราฟการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคล (Passenger Car) กำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ iGreen+ จึงไม่รีรอที่จะ Pivot หรือหมุนหัวเรือเพื่อคว้าโอกาสในน่านน้ำใหม่นี้ โดยหัวใจสำคัญของการรุกตลาด Mass Market ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสถานี แต่คือการปฏิวัติประสบการณ์การใช้งาน หรือ User Experience (UX) ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วและบริการระดับพรีเมียม

Synergy Strategy: ผนึก “Best Energy” ปูพรม 300 จุดทั่วไทย

กลยุทธ์แรกที่ iGreen+ งัดออกมาใช้คือ “Synergy Strategy” หรือการผนึกกำลังเพื่อสร้างความได้เปรียบ โดยการจับมือกับเครือ Best Energy นั้น เปรียบเสมือนการแก้โจทย์เรื่อง “ทำเลที่ตั้ง” (Prime Location) ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจรีเทล การเปลี่ยนพื้นที่ปั๊มน้ำมันและที่ดินเปล่าที่มีศักยภาพให้กลายเป็น EV Hub คือการลดต้นทุนในการหาพื้นที่และเร่งสปีดในการขยายสาขาให้ทันต่อความต้องการ โดยตั้งเป้าการเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก 100 จุด สู่ 300 จุดภายในปีหน้า

ทั้งนี้ Best Energy หรือ บริษัท เบสท์ เอ็นเนอร์ยี่ พลัส จำกัด (มหาชน) คือผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานที่มีรากฐานแข็งแกร่งจากการให้บริการสถานีเชื้อเพลิง (LPG, NGV และน้ำมัน) ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศไทย โดยปัจจุบันได้เร่งปรับตัวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) กับผู้ให้บริการอย่าง iGreen Plus ในฐานะเจ้าของพื้นที่ (Landlord) ที่นำเครือข่ายสถานีบริการเดิมและที่ดินศักยภาพสูงมาพัฒนาเป็นจุดชาร์จ EV เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานจากพลังงานฟอสซิลสู่ศูนย์กลางพลังงานสะอาดที่ครบวงจรและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้ใช้รถ EV ทุกคน

จับมือ M18 ยึดทำเลทอง: ส่ง Flagship Store เจาะฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง

ในขณะเดียวกัน การจับมือกับ M18 Mobility ก็เปรียบเสมือนการเข้าถึงฐานลูกค้า (Customer Base) ที่มีกำลังซื้อสูงโดยตรง โดยเฉพาะการเปิดตัว Flagship Store แห่งแรกที่โชว์รูม GAC ลำลูกกา ซึ่งสร้างความฮือฮาด้วยการติดตั้งหัวชาร์จ DC Fast Charge 120kW มากถึง 6 หัวจ่ายในที่เดียว กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด “Dominate the Space” หรือการสร้างภาพจำให้ลูกค้าเห็นว่า ที่ไหนมีโชว์รูมรถชั้นนำ ที่นั่นต้องมี iGreen+ ที่พร้อมให้บริการด้วยความเร็วสูงสุด

iGreen+

Premium Black Card: อาวุธลับ “Lock-in” ลูกค้าให้อยู่หมัด

ทว่า ไฮไลท์ที่แท้จริงที่นักการตลาดต้องถอดรหัส คือกลยุทธ์การเจาะตลาดด้วย “Premium Black Card” ซึ่ง iGreen+ ร่วมมือกับ GAC M18 ในการมอบเอกสิทธิ์นี้ให้กับลูกค้า หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนแคมเปญแจกบัตรธรรมดา แต่ในเชิงกลยุทธ์ นี่คือเครื่องมือ “Customer Acquisition” และ “Lock-in Strategy” ที่ทรงพลังที่สุด บัตรใบนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนกุญแจดอกแรกที่ไขประตูพาลูกค้าเข้าสู่ Ecosystem ของ iGreen Plus ด้วยการมอบเครดิตทดลองใช้งานฟรี (Free Trial) มูลค่า 200 บาท

ซึ่งเป็นการลดกำแพงความลังเลใจในการทดลองใช้บริการ (Barrier to Trial) ให้เหลือศูนย์ เมื่อลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การชาร์จที่สะดวกสบายผ่านระบบ RFID แบบ “Tap & Go” หรือแค่แตะบัตรก็ชาร์จได้ทันทีโดยไม่ต้องวุ่นวายกับแอปพลิเคชัน ความประทับใจแรก (First Impression) นี้เองจะเปลี่ยนจากผู้ทดลองใช้ ให้กลายเป็นลูกค้าประจำ (Regular User) ได้ไม่ยาก

คุณกชกร ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบ “Customer Journey” ให้ราบรื่นที่สุด หรือ Seamless Experience โดยตระหนักดีว่า Pain Point สำคัญของผู้ใช้รถ EV คือความยุ่งยากในการใช้งานแอปพลิเคชันและความไม่แน่นอนของสถานีชาร์จ ดังนั้น iGreen+ จึงพัฒนาระบบที่รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ Omni-Channel คือไม่บังคับให้ลูกค้าต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียว แต่เปิดช่องทางให้ใช้งานผ่าน LINE หรือ Web Browser ได้ เพื่อรองรับลูกค้าขาจร (Walk-in) หรือกลุ่มที่ไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ระบบหลังบ้านยังถูกออกแบบให้แสดงสถานะแบบ Real-time 100% ซึ่งถือเป็นการสร้าง “Brand Trust” หรือความเชื่อมั่นในแบรนด์ ว่าเมื่อขับรถไปถึงสถานีแล้วจะต้องได้ชาร์จแน่นอน ไม่ต้องเสียเวลาเสี่ยงดวง ซึ่งในระยะยาว ความน่าเชื่อถือนี้จะมีมูลค่ามหาศาลกว่าการทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมเสียอีก

Scalability: ปั้นแพลตฟอร์มระดับโลก รองรับ Roaming ข้ามพรมแดน

อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือการมองเกมขาดในเรื่อง “Scalability” หรือความสามารถในการขยายขนาดธุรกิจiGreen+ ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้เล่นในระดับท้องถิ่น (Local Player) แต่วางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มให้รองรับระดับสากล (Global Standard) แอปพลิเคชันของiGreen+ สามารถใช้งานข้ามพรมแดน (Global Roaming) ได้ทั้งในไทย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และบราซิล โดยไม่ต้องโหลดใหม่

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าiGreen+ กำลังวางรากฐานเพื่อเป็น Technology Provider ระดับโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) ในสายตานักลงทุนและพาร์ทเนอร์ต่างชาติได้อย่างมหาศาล การเตรียมความพร้อมนี้ยังสอดคล้องกับแผนการในอนาคตที่จะขยายไปสู่บริการ Fleet Solution สำหรับองค์กร และระบบสมาชิก Membership & Mileage เพื่อสร้าง “Lifetime Value” (LTV) ของลูกค้าให้ยาวนานที่สุด ผ่านการสะสมแต้มแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งเป็นการนำ Gamification Marketing มาใช้เพื่อตรึงลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์

การขยับตัวของiGreen+ ภายใต้การนำของคุณกชกร แข็งขัน ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางธุรกิจแบบธรรมดา แต่เป็นการประกาศสงครามชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภคด้วย “Service Innovation” และ “Strategic Alliance” ที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างแยบยล การเปลี่ยนจากผู้ให้บริการสถานีชาร์จ มาเป็นผู้มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทาง (Travel Lifestyle Enabler) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้iGreen+ สามารถฉีกหนีคู่แข่งในตลาด Red Ocean และก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในน่านน้ำใหม่ได้อย่างสง่างาม

และสำหรับผู้บริโภค นี่คือข่าวดีที่จะได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้น แต่สำหรับคู่แข่ง นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่ามาตรฐานใหม่ของวงการ EV Charging Station ได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว และผู้ที่จะอยู่รอดในเกมนี้ ไม่ใช่คนที่ใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำที่สุดนั่นเอง

#iGreenPlus #GAC #MarketingStrategy #EVThailand #BusinessStrategy #CustomerExperience #EVCharging #กลยุทธ์ธุรกิจ #เศรษฐกิจยานยนต์ #TheReporterAsia

Related Posts