ส่อง! แสนสิริ ใช้ AI ลับเฉพาะ ปั๊มลีดพุ่ง 42% กวาด 3 รางวัล

ส่อง! แสนสิริ ใช้ AI ลับเฉพาะ ปั๊มลีดพุ่ง 42% กวาด 3 รางวัล

“แสนสิริ” (Sansiri) ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการตลาดดิจิทัล จับมือ “ไอพรอสเพค” (iProspect) และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Meta และ Google โชว์เคสกลยุทธ์ “โตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย DATA และ AI” ฝ่ามรสุมตลาดอสังหาฯ ผันผวน ด้วยการใช้ AI วิเคราะห์ลูกค้าเชิงลึก ส่งผลลัพธ์ทางธุรกิจสุดทึ่ง

สร้าง Lead คุณภาพเพิ่มขึ้นถึง 42% พร้อมลดต้นทุนต่อ Lead (Cost per Lead) ได้มหาศาลถึง 19% ตอกย้ำความเป็น “Trendsetter” ด้วยการคว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวที Marketing Excellence Awards Thailand 2025 และสร้างประวัติศาสตร์เป็นแบรนด์อสังหาฯ กลุ่มแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ประสบความสำเร็จในการใช้ AI ขั้นสูงนี้

ผู้นำฝ่าวิกฤต: เมื่อ AI คือคำตอบในตลาดสุดท้าทาย

ในยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ผันผวน และการแข่งขันของผู้ประกอบการที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง “แสนสิริ” (Sansiri) ในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย และ “Trendsetter” ของตลาด ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวนำคู่แข่งไปอีกขั้น ด้วยการประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำ Data และ AI เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนการตลาดอย่างบูรณาการ

นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริมองหานวัตกรรมและรูปแบบการทำงานใหม่ๆ เพื่อเข้ามาจัดการความท้าทายและแก้ปัญหาในการพัฒนาธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ในภาวะที่ความต้องการซื้อผันผวน การใช้ Data และเทคโนโลยี AI ทางการตลาดจึงกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ทำให้แสนสิริสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงการก้าวทันเทคโนโลยี แต่คือบทพิสูจน์ว่า “ความแม่นยำ” (Precision) ในการระบุตัวตนผู้ซื้อคุณภาพ (Quality Buyers) ด้วย AI คือคำตอบที่ทำให้ ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ล่าสุด ความพยายามนี้ได้ส่งผลให้เกิดการยอมรับในระดับประเทศ โดยแสนสิริและไอพรอสเพคสามารถคว้ารางวัลด้านการตลาดรวม 3 รางวัล จากเวที Marketing Excellence Awards Thailand 2025 ประกอบด้วย:

  1. รางวัลชนะเลิศ Gold: Excellence in Data-Driven Marketing
    • สะท้อนความสามารถอันโดดเด่นในการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการตลาด โดยเฉพาะการคัดกรองข้อมูลผู้ซื้อที่มีคุณภาพ และสามารถต่อยอดสู่การขายจริงได้อย่างแม่นยำ
  2. รางวัลชนะเลิศ Gold: Excellence in Search Marketing
    • ยืนยันความสำเร็จในการใช้ AI สร้างสรรค์เนื้อหาที่ตอบโจทย์การค้นหา (Search) ของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  3. รางวัล Bronze: Excellence in Marketing Transformation
    • ตอกย้ำถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดครั้งใหญ่ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ยกระดับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้จริง

การได้รับทั้ง 3 รางวัลนี้ ถือเป็นการยืนยันความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการตลาดดิจิทัลของแสนสิริอย่างแท้จริง

แสนสิริ

“ตรีพลัง” แห่งความสำเร็จ: Sansiri x iProspect x Global Tech

เบื้องหลังความสำเร็จที่สั่นสะเทือนวงการครั้งนี้ คือการผนึกกำลังของ 3 ผู้นำ ได้แก่ แสนสิริ ผู้นำอสังหาฯ ที่มีความพร้อมด้าน Data Ecosystem , iProspect เอเจนซี่พาร์ตเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนสื่อและ Marketing Technology ที่ทำงานร่วมกับแสนสิริมากว่า 10 ปี และ Global Platforms อย่าง Meta และ Google ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI ระดับโลก

นายสมัชชา พรหมศิริ เน้นย้ำว่า “Data เป็นสิ่งที่แสนสิริให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ” โดยเทคโนโลยี AI ได้เข้ามาช่วยยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นให้ “วิเคราะห์เชิงลึกได้อย่างแม่นยำ รอบด้านและครบถ้วน” ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การทำงานร่วมกับ iProspect และการใช้เทคโนโลยีของ Platform ระดับโลก ทำให้แสนสิริได้เปรียบในการได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อนใคร และสามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ “โตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย DATA และ AI”

ถอดรหัสเทคโนโลยี “First Mover” แห่งเอเชียแปซิฟิก

สิ่งที่ทำให้แสนสิริแตกต่างและก้าวขึ้นเป็น “First Mover” หรือผู้นำกลุ่มแรกในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของเอเชียแปซิฟิกที่ประสบความสำเร็จในการใช้ AI คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงที่ทาง Global Platform พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2566

นายสมัชชา อธิบายเพิ่มเติมว่า การประยุกต์ใช้ AI กับการตลาดดิจิทัลมีเดียหลักๆ ของแสนสิริ ประกอบด้วย:

  • ฝั่ง Meta: ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Conversion API (CAPI)
    • นี่คือเทคโนโลยีที่อนุญาตให้แสนสิริส่งข้อมูลการตลาด (เช่น ข้อมูลจากระบบ CRM ของตนเอง) ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Meta โดยตรง CAPI ช่วยให้การวัดผลแม่นยำขึ้นมาก โดยเฉพาะในยุคที่การติดตามผ่านเบราว์เซอร์มีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ AI ของ Meta สามารถเรียนรู้และหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ “ลูกค้าตัวจริง” ของแสนสิริได้ดีขึ้นมหาศาล
  • ฝั่ง Google: ใช้เทคโนโลยี Enhanced Conversions for Leads (ECL)
    • ECL ทำงานในลักษณะคล้ายกัน โดยอนุญาตให้แสนสิริส่งข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย (Lead) ที่เข้ารหัสและปลอดภัยจากระบบของตนเอง ไปยัง Google เพื่อช่วยให้ Google สามารถจับคู่และวัดผล Conversion ได้แม่นยำยิ่งขึ้น แม้ว่าลูกค้าจะสลับการใช้งานไปมาระหว่างอุปกรณ์ก็ตาม

กลยุทธ์สำคัญคือการที่แสนสิริทำงานร่วมกับ iProspect ในการเชื่อมโยง “ชุดข้อมูล CRM ของแสนสิริ” ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ข้อมูลลูกค้าที่มีคุณภาพ เข้ากับ “ข้อมูลเชิงลึกจาก Global Platform” เพื่อค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Potential Lead) ที่มีศักยภาพในการซื้อที่อยู่อาศัยได้ตรงหรือใกล้เคียงที่สุด กับโครงการในแต่ละเซ็กเมนต์และในแต่ละช่วงเวลา นี่คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จที่ทำให้เกิด “ความแม่นยำ” ที่วัดผลได้จริง

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้: ปลดล็อคศักยภาพ สร้าง Lead พุ่ง 42% ต้นทุนลด 19%

การนำ AI มาใช้อย่างถูกจุดและมีประสิทธิภาพ ได้ปลดล็อคข้อจำกัดเดิมๆ ทางการตลาด และช่วยให้แสนสิริสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งคือตัวเลขที่วัดผลได้จริง โดยเฉพาะจาก แคมเปญ Always On ที่นำเทคโนโลยี AI ผนวกกับกลยุทธ์ One Search ซึ่งเป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างแสนสิริและ iProspect เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์สูง (High Intent)

ผลลัพธ์ที่ได้คือ:

  • ภาพรวมจำนวน Lead สูงขึ้น 42%
  • ราคาต่อ Lead (Cost per Lead) ถูกลงถึง 19%

ตัวเลขนี้สะท้อนประสิทธิภาพที่น่าทึ่ง การที่ Lead เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในขณะที่ต้นทุนลดลงสวนทางกัน หมายความว่า AI ไม่ได้แค่หาลูกค้าได้ “มากขึ้น” แต่ยังหาลูกค้าได้ “ถูกลง” และ “แม่นยำขึ้น” ในเวลาเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่การสร้าง Lead ทั่วไป แต่เป็นการ “กรอง” Lead คุณภาพ ส่งผลให้ทีมขายของแสนสิริได้รับโอกาสในการติดต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ระบบคัดกรองมาให้แล้ว ทำให้ทีมขายสามารถปิดการขายต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มอัตราความสำเร็จในการขาย (Conversion Rate) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กุญแจสู่ความต่าง: “Data Ecosystem” ที่สมบูรณ์ คือรากฐานที่ AI ต้องการ

ในโลกที่ทุกแบรนด์สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI เดียวกันได้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้แสนสิริแตกต่างและประสบความสำเร็จ?

นายศุภกิตติ์ ลิ้มบุญทรง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอพรอสเพค (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า กุญแจสำคัญคือ “ความพร้อมของแบรนด์” (Brand Readiness) โดยเฉพาะการมี Data Ecosystem ภายในองค์กรที่ดี

นายศุภกิตติ์ กล่าวว่า iProspect นำความเชี่ยวชาญด้านการวางแผนสื่อและ Marketing Technology มาปรับใช้ให้ตรงกับเป้าหมายธุรกิจของแสนสิริ แต่สิ่งที่ทำให้การทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพคือ แสนสิริมีรูปแบบการวาง Data Ecosystem ภายในองค์กรที่ดีอยู่แล้ว มีผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการข้อมูลการตลาดตั้งแต่หน้าโครงการจนถึงทีมงานส่วนกลาง

“ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งคือการให้ความสำคัญของการวางแผนการเก็บและใช้ Data” นายศุภกิตติ์ กล่าว “ด้วยการมีข้อมูลต้นทางที่สมบูรณ์ ใช้ได้จริง ซึ่งแสนสิริมีการจัดหา จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล เมื่อนำมาเชื่อมกับ ECL และ CAPI จึงทำให้ได้ Lead ของลูกค้าเป้าหมายที่แม่นยำและมีคุณภาพ”

นอกจากนี้ แสนสิริยังให้ความสำคัญกับ Digital Transformation ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการทำงานด้านการตลาดให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และรวดเร็ว ซึ่งเป็นการบูรณาการจากทุกส่วนงาน ไม่ว่าจะเป็นทีมขาย ทีมการตลาด ทีมดิจิทัล ทีมวิเคราะห์ข้อมูล ทีมงานของ iProspect และพันธมิตร Global Platform

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์อื่นๆ ที่ต้องการปรับใช้ AI กับธุรกิจ นั่นคือเทคโนโลยี AI จะทรงพลังได้ ก็ต่อเมื่อมีรากฐานข้อมูล (Data Foundation) ที่แข็งแกร่งและพร้อมใช้งานรองรับ

บทเรียน 40 ปี: 5 องค์ประกอบแห่งความสำเร็จ สู่ยอดขาย 3.9 หมื่นล้าน

ความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากวัฒนธรรมองค์กรและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 40 ปีของแสนสิริ

นายสมัชชา พรหมศิริ สรุปว่า จากประสบการณ์ของแสนสิริ การนำนวัตกรรมมาปรับใช้ให้เกิดผลทางธุรกิจอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมี องค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่:

  1. นโยบาย (Policy): การมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทดลองริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ผู้บริหารต้องกล้าที่จะลงทุนและทดสอบเทคโนโลยีใหม่ แม้จะมีความเสี่ยง
  2. บุคลากร (People): การมีบุคลากรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (Upskill/Reskill) เพื่อทำงานร่วมกับ AI และเทคโนโลยี
  3. ระบบ (System): การมีระบบที่รองรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ CRM และ Data Ecosystem ที่แข็งแกร่ง
  4. พันธมิตร (Partners): การมีพันธมิตรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น iProspect ที่ช่วยเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน
  5. ช่องทาง (Channels): การมีช่องทางที่เหมาะสมในการสื่อสารเข้าถึงลูกค้า และสามารถวัดผลกลับมายังระบบข้อมูลกลางได้

ด้วยองค์ประกอบทั้ง 5 นี้ แสนสิริสามารถขับเคลื่อนธุรกิจตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวนมากกว่า 150 โปรเจคครอบคลุมทั่วประเทศ และสามารถรักษาระดับการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ แม้ในภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญความท้าทาย

โดยหลักฐานคือผลประกอบการ 9 เดือนแรก (สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) แสนสิริสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 39,000 ล้านบาท คิดเป็น 74% ของเป้ายอดขายทั้งปี และยังเติบโตเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ตลอดจนได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภครัก (Brand Love) จากรางวัลด้านแบรนด์มากมาย

การคว้ารางวัล Marketing Excellence Awards Thailand 2025 ทั้ง 3 รางวัลในครั้งนี้ จึงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า แสนสิริและไอพรอสเพคได้สร้างมาตรฐานใหม่ และเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จที่องค์กรอื่นๆ สามารถศึกษาและนำไปปรับใช้ได้

#Sansiri #แสนสิริ #iProspect #ไอพรอสเพค #DataDrivenMarketing #AI #การตลาดดิจิทัล #MarketingExcellenceAwards2025 #CAPI #ECL #Meta #Google #อสังหาริมทรัพย์ #DigitalTransformation #Everydaylifeisgood

Related Posts