ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 38/2568 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า ณ สำนักงาน กสทช. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้เปิดเผยผลการพิจารณาวาระสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาคธุรกิจสื่อและสวัสดิภาพของประชาชน โดยในที่ประชุมมีการพิจารณาวาระรวมทั้งสิ้น 42 วาระ จากทั้งหมด 86 วาระ ครอบคลุมทั้งเรื่องการร้องเรียนด้านจริยธรรมสื่อ การอนุมัติแผนปฏิบัติงานมาตรฐานในภาวะฉุกเฉิน และการขยายใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดในเชิงเศรษฐกิจและสังคมคือการจัดการข้อร้องเรียนด้านการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่ง กสทช. มีมติรับเรื่องร้องเรียนกรณีรายการ “ทุบโต๊ะข่าว” ของสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี เอชดี (ช่อง 34) จากการออกอากาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมาซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลส่วนตัวและใบหน้าของผู้เสียหาย รวมถึงการกล่าวพาดพิงด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ มตินี้สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 อย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคสื่อจากการทำงานที่ขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นอกจากกรณีของช่อง 34 แล้ว ยังขยายผลไปยังประเด็นจริยธรรมสื่อในวงกว้างจากการนำเสนอข่าว “นักศึกษาถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง” ที่มีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างรุนแรงผ่านการระบุชื่อเล่นและเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงถึงตัวตนผู้เสียหายได้ ส่งผลให้ กสทช. มีคำสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดิจิทัลทีวี 5 รายใหญ่ ได้แก่ อมรินทร์ เทเลวิชั่น, ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ (ไทยรัฐทีวี), อาร์เอส มัลติมีเดีย (ช่อง 8), กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ (ช่อง 7HD) และไทย บรอดคาสติ้ง (เวิร์คพอยท์) ต้องลบเนื้อหาดังกล่าวออกจากทุกช่องทางทันที พร้อมส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ดำเนินการตามกฎหมาย PDPA ต่อไป เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในอุตสาหกรรมสื่อไทย
ยกเครื่องความปลอดภัยระดับชาติด้วย SOP และการจัดการเลขหมายฉุกเฉิน
ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยสาธารณะ ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติอนุมัติขั้นตอนมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ หรือ SOP (Standard Operating Procedure) เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน แผนงานดังกล่าวครอบคลุมถึงกระบวนการแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลและกิจการกระจายเสียงทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดย SOP นี้จะถูกนำไปปรับปรุงควบคู่กับคู่มือแผนเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ (Contingency Plan) เพื่อให้การทำงานของสำนักงาน มีความเป็นระบบและรวดเร็วที่สุด
การอนุมัติดังกล่าวยังรวมไปถึงการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อเหตุฉุกเฉินในกรณีเร่งด่วน โดยกำหนดระยะเวลาการอนุญาตไม่เกิน 30 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสื่อสารและประสานงานกู้ภัยได้อย่างไร้รอยต่อ การวางรากฐานด้าน SOP นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความสูญเสียในเชิงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการลงทุนและอุตสาหกรรมคมนาคมในระยะยาว ว่าประเทศไทยมีระบบสำรองและแผนเผชิญเหตุที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติหรืออุบัติภัยที่ซับซ้อนในอนาคต
นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาอนุมัติให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สามารถใช้งานเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้น 4 หลัก หมายเลข “1505” ต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะมีผลตั้งแต่สิ้นสุดระยะเวลาเดิมในเดือนตุลาคม 2568 ไปจนถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2571 การอนุมัตินี้เป็นการส่งเสริมการบริการภาครัฐและการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไปรษณีย์ไทยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด
รุกฆาตสมรภูมิทีวีแบบบอกรับสมาชิกและการพัฒนาบุคลากรมืออาชีพ
ทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) กลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อ กสทช. อนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการให้กับผู้ประกอบการหลายราย โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การอนุญาตให้ บริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (SBN) เริ่มให้บริการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่เป็นครั้งแรกจำนวนถึง 78 ช่องรายการ ซึ่งรวมถึงช่องรายการกีฬาชื่อดังอย่าง PLAY SPORTS 17 ไปจนถึง PLAY SPORTS 100 การรุกตลาดครั้งนี้ของ SBN ด้วยจำนวนช่องที่มหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันในสมรภูมิ Content Provider ที่ยังคงทวีความรุนแรงและมีช่องว่างทางการตลาดให้เติบโต
ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ก็ได้รับอนุมัติใบอนุญาตสำหรับช่องรายการ beIN Sports 2 ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี เช่นเดียวกับ บริษัท พีไฟว์ทีวี แอนด์ โปรดักชั่น จำกัด ที่ได้รับใบอนุญาตสำหรับช่องรายการ “หนัง แชลแนล” เป็นเวลา 2 ปี การอนุมัติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กสทช. ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความเหมาะสมของการประกอบกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ชมจะได้รับบริการที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายของเนื้อหา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ผ่านแพลตฟอร์มโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่
ปิดท้ายด้วยวาระด้านการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อ โดยได้อนุญาตให้หน่วยงาน 7 แห่ง เป็นผู้จัดการอบรมหลักสูตรผู้ประกาศ เพื่อรับบัตรผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตครอบคลุมทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และสมาคมวิชาชีพ อาทิ กรมประชาสัมพันธ์, อสมท, ไทยพีบีเอส, กองทัพบก, ทร., มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอกย้ำถึงความพยายามของ กสทช. ในการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อไทยจะมีทั้งทักษะและความรับผิดชอบต่อจริยธรรมวิชาชีพในระดับสากล
#กสทช #ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล #PDPA #ดิจิทัลทีวี #SOPแจ้งเตือนภัย #ไปรษณีย์ไทย #ทรูวิชั่นส์ #SBN #ใบอนุญาตทีวี #เศรษฐกิจสื่อ

