กสทช. เปิดประชาพิจารณ์ปรับปรุง 5 ร่างประกาศ เรดาร์ ยกระดับคุณภาพชีวิต

กสทช. เปิดประชาพิจารณ์ปรับปรุง 5 ร่างประกาศ เรดาร์ ยกระดับคุณภาพชีวิต

เทคโนโลยี เรดาร์ ยุคใหม่กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความมั่นคง สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

พลิกโฉมคลื่นความถี่เรดาร์ สู่โครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมยุคใหม่

การขยายตัวของเทคโนโลยีอัจฉริยะในยุคหลังโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้งานระบบเซนเซอร์ไร้สัมผัสพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบ เรดาร์ และมาตรฐานทางเทคนิคจำนวน 5 ฉบับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนร่วมแสดงทัศนะในการปรับปรุงข้อกฎหมายให้เท่าทันเทคโนโลยีระดับโลก

การขับเคลื่อนนโยบายในครั้งนี้มี พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการคลื่นความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค เป็นประธานจัดงาน ณ หอประชุมสำนักงาน กสทช. โดยระบุว่าในอดีตระบบเรดาร์ถูกจำกัดอยู่เพียงเทคโนโลยีด้านการทหารเพื่อตรวจจับวัตถุและอากาศยาน ก่อนจะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในภาคพลเรือนในกลุ่มจำกัด เช่น เรดาร์รถยนต์ เรดาร์การจราจร โดรน และเซนเซอร์ทั่วไป แต่ปัจจุบันโครงสร้างการใช้งานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค

การปรับปรุงข้อบังคับในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การอนุญาตให้เปิดใช้คลื่นความถี่ย่าน 57 – 64 GHz เพิ่มเติม และการขยายกำลังส่งของคลื่นความถี่ย่าน 24.05 – 24.25 GHz สำหรับระบบเรดาร์โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการเติบโตของนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น ระบบตรวจจับภายในห้องโดยสาร (in-cabin monitoring) ระบบขนส่งทางราง และอุปกรณ์เซนเซอร์อัจฉริยะภายในอาคาร นับเป็นการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

เจาะลึก 5 ร่างประกาศ กสทช. ปลดล็อกระบบเรดาร์สากล

ข้อกำหนดและรายละเอียดภายใต้ร่างประกาศทั้ง 5 ฉบับ ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักเพื่อความชัดเจนในการควบคุมดูแลและการนำไปใช้งาน กลุ่มแรกคือร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่และเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป ร่างมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ที่ไม่จำกัดประเภทการประยุกต์ใช้งาน และร่างมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับระบบเรดาร์การจราจรและขนส่งทางบก

สำหรับกลุ่มที่สองคือร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไปจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่และเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป (ฉบับที่ 2) และร่างมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป คลื่นความดี่ย่าน 57 – 64 GHz ซึ่งการแยกแยะหมวดหมู่ทางกฎหมายเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถนำเข้า ผลิต และพัฒนาอุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

เป้าหมายสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบเรดาร์แบบดั้งเดิมไปสู่ระบบเรดาร์ที่ครอบคลุมนวัตกรรมยุคใหม่ ซึ่งแต่เดิมการอนุญาตจะจำกัดอยู่แค่เรดาร์การจราจร เรดาร์รถยนต์ เรดาร์ทั่วไป และเรดาร์โดรน แต่ร่างประกาศใหม่นี้จะเปิดทางให้แก่เรดาร์ภายในรถยนต์ เรดาร์ยานพาหนะทางราง เรดาร์อุตสาหกรรม เรดาร์ยานยนต์ขนาดเล็กเช่นจักรยานยนต์ เรดาร์โครงสร้างพื้นฐานการจราจรและขนส่งทางบก ตลอดจนเรดาร์ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพิ่มเติม

ยกระดับคุณภาพชีวิตและนวัตกรรมความปลอดภัยไร้สัมผัส

การปรับปรุงหลักเกณฑ์คลื่นความถี่เรดาร์ในครั้งนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะและการขนส่งทางบก เทคโนโลยีเรดาร์ยุคใหม่ที่ได้รับการขยายกำลังส่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับวัตถครอบคันเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการชนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงระบบความปลอดภัยภายในห้องโดยสาร เช่น การตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ และระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะเพื่อป้องกันการลืมเด็กไว้ในรถยนต์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยรักษาชีวิตและลดความสูญเสียบนท้องถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากภาคยานยนต์แล้ว เทคโนโลยีเรดาร์แม่นยำสูงในย่านความถี่ใหม่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านและอาคารอัจฉริยะเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ ตัวเซนเซอร์จะมีความละเอียดสูงจนสามารถตรวจจับการขยับนิ้วมือเพื่อสั่งการ แทนการสัมผัสปุ่มกดแบบเดิม ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานระบบเปิด-ปิดสุขภัณฑ์อัตโนมัติ การตรวจจับสิ่งกีดขวาง และการเคลื่อนไหวภายในที่พักอาศัย ซึ่งสอดรับกับแนวคิดการลดการสัมผัสในยุคหลังวิกฤตสุขภาพทั่วโลก

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่งทางราง ระบบเรดาร์รุ่นใหม่มีข้อได้เปรียบด้านความทนทานและเสถียรภาพที่สูงกว่าระบบกล้องตรวจจับหรือระบบเลเซอร์ทั่วไป เนื่องจากสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฝนตก หนอกทึบ หรือฝุ่นควัน โรงงานอุตสาหกรรมจึงสามารถใช้เรดาร์ในการตรวจวัดระดับความสูงหรือความเร็วของวัตถุในกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ควบคุมมาตรฐานการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันเทคโนโลยีเรดาร์ช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้นโดยเฉพาะยุคหลัง COVID-19 ที่เน้นการลดการสัมผัสโดยผ่านระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะต่างๆ แทน รวมทั้งมีการพัฒนาเทคโนโลยีระบบเรดาร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ได้แก่ การตรวจจับวัตถุรอบคันเพื่อป้องกันการชน และ/หรือ ความปลอดภัยภายในห้องโดยสาร เช่น การตรวจจับความเหนื่อยล้า การป้องกันการลืมเด็ก ตลอดจนการใช้งานกับอุปกรณ์ภายในบ้านเพื่ออำนวยความสะดวก เช่น การตรวจจับสิ่งกีดขวางและเคลื่อนไหว การเปิด-ปิดสุขภัณฑ์ โดยที่เทคโนโลยีเรดาร์ยุคใหม่แม่นยำสูงจนถึงขั้นตรวจจับการขยับนิ้วได้ รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ตรวจวัดระดับความสูงหรือความเร็วของวัตถุที่ต้องการควบคุม เนื่องจากระบบเรดาร์มีความทนทานและเสถียรกว่าระบบกล้องหรือเลเซอร์ที่ขึ้นกับสภาพอากาศ ดังนั้นจึงได้เร่งรัดปรับปรุงคลื่นความถี่และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องให้เท่าทันเทคโนโลยี รองรับการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ต่อไป”

— พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการคลื่นความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค

#กสทช #เทคโนโลยีเรดาร์ #คลื่นความถี่ #นวัตกรรมความปลอดภัย #เศรษฐกิจดิจิทัล #ประชาพิจารณ์ #SmartCity

Related Posts