SAMART ทุ่ม 200 ล้านซื้อหุ้นคืน มั่นใจพื้นฐานแกร่ง-ราคาต่ำกว่าบุ๊ก!

SAMART ทุ่ม 200 ล้านซื้อหุ้นคืน มั่นใจพื้นฐานแกร่ง-ราคาต่ำกว่าบุ๊ก!

บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น ประกาศกร้าวความเชื่อมั่น อนุมัติงบ 200 ล้านบาท ไล่ซื้อหุ้นคืนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังพบราคาหุ้นในกระดานต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ 6.80 บาท ยันสภาพคล่องล้นมือ ไม่กระทบแผนลงทุน พร้อมดัน EPS-ROE พุ่ง สร้างผลตอบแทนยั่งยืนให้ผู้ถือหุ้น

บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART สร้างปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดทุนไทย เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เพื่อบริหารทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวางวงเงินสูงสุดไว้ไม่เกิน 200 ล้านบาท ซึ่งการขยับตัวในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณบวกครั้งใหญ่จากกลุ่มผู้บริหารที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตและมูลค่าพื้นฐานของบริษัทที่ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมาก แม้สภาวะตลาดจะมีความผันผวน

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาธุรกิจใหม่ ของ SAMART เปิดเผยรายละเอียดในเชิงลึกว่า โครงการซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้จะมีจำนวนหุ้นไม่เกิน 36,000,000 หุ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.58 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทที่มีอยู่กว่า 1,006 ล้านหุ้น โดยกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ยาวไปจนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569

ซึ่งกลไกการกำหนดราคานั้นจะอ้างอิงตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยราคาซื้อคืนจะต้องไม่เกินร้อยละ 115 ของราคาปิดเฉลี่ย 5 วันทำการย้อนหลังก่อนวันทำรายการ เพื่อให้เกิดความรอบคอบและสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงให้ได้มากที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจและถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ คือการที่ผู้บริหารมองว่าราคาหุ้น SAMART ในปัจจุบันนั้นเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) อย่างมาก โดยปัจจุบันมูลค่าทางบัญชีของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 6.80 บาทต่อหุ้น การใช้เครื่องมือการซื้อหุ้นคืนจึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการบริหารส่วนเกินของเงินทุน เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยพยุงราคาหุ้นให้สอดคล้องกับพื้นฐานที่แท้จริง แต่ยังเป็นการส่งสารไปยังนักลงทุนว่าบริษัทมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงและมีกระแสเงินสดในมือที่พร้อมจะดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่ในระยะยาว

เมื่อพิจารณาถึงความพร้อมด้านสายป่านทางการเงิน SAMARTยืนยันว่าการใช้เงิน 200 ล้านบาทในโครงการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานปกติหรือแผนการขยายการลงทุนในอนาคตแต่อย่างใด เนื่องจาก ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2568 บริษัทมีกำไรสะสมสูงถึง 1,172 ล้านบาท พร้อมด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอีกกว่า 450 ล้านบาท นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะมีกระแสเงินสดสุทธิไหลเข้ามาอีกกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ครอบคลุมภาระหนี้สินที่จะครบกำหนดในรอบครึ่งปีหน้าที่จำนวน 195 ล้านบาทได้อย่างสบาย ทำให้โครงการซื้อหุ้นคืนนี้เป็นการบริหารสภาพคล่องที่ลงตัวที่สุดในจังหวะเวลานี้

นอกเหนือจากมิติด้านการเงินแล้ว นายวัฒน์ชัยยังเน้นย้ำถึงข้อดีเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นกับผู้ถือหุ้นโดยตรง โดยระบุว่าการลดจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดจะส่งผลบวกทันทีต่อตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ ทั้งกำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญไปกว่านั้น หุ้นที่บริษัทซื้อคืนจะไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล ซึ่งหมายความว่าเม็ดเงินปันผลในอนาคตจะถูกนำมาจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ยังถือครองหุ้นอยู่ได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่จับต้องได้จริงตามหลักธรรมาภิบาลและการบริหารงานที่รอบคอบเพื่อความยั่งยืนขององค์กร

#SAMART #ซื้อหุ้นคืน #StockBuyback #หุ้นไทย #Investment #BusinessNews #ความเชื่อมั่นนักลงทุน

Related Posts